วันนี้ประชุมภาคมา เห็นทีต้องทำ Blog ซะแล้ว ใครมี idea เจ๋ง ๆบ้างครับ !
คงอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้แล้ว กระแสแรงเหลือเกิน ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ว่าชุมชน BLOG ของเรามีอะไรดี ๆ เยอะแยะ จากคนที่เคยอ่านมาตลอด คราวนี้ลองมาทำบ้าง ครั้งแรกครับ จะทำ KM กับ QA ภาควิชา เริ่มที่ไหนก่อนดี คิด ๆๆๆ
ผมแนะนำให้ อ.ชายแดนโทรไปที่ 1645 ครับ ขอสายคุณโอ หน่วยประกันฯ เพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกชุมชน NUKM blog ครับ ยินดีต้อนรับครับ อ้อ เช้าวันที่ 4 พ.ค. 49 นี้ ที่ Main conference (CITCOMS) เขาจัดให้มีการรวมพลคนเขียน blog กัน ถ้าอาจารย์ว่างก็ขอเชิญด้วยครับ
เรียน อ.วิบูลย์
เนื่องจากวันที่ 4 พ.ค. 49 ทางคณะได้มีการจัดอบรม เรื่อง PCR อาจทำให้บุคลากรส่วนใหญ่ของคณะไม่สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมรวมผลคนเขียน blog ได้ แต่ก็จะพยายามหาคนเข้าไปร่วมเพื่อเป็นตัวแทนของชุมชนเรา ครับผม
ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำครับ ตอนนี้ผมเป็นสมาชิกของ NUKM blog แล้วครับ คิดว่าคงได้มาเจอกันบ่อยขึ้น ตอนนี้กำลังช่วยทางภาควิชา กับพี่ ๆ ทำ SAR กันอยู่ครับ รู้สึกว่าทุกครั้งที่ประชุมกัน จะต้องมานั่งตีความ ข้อความในแต่ละระดับคะแนน(1,2,3,4,5) ที่จะต้องให้เป็นไปตาม Criteria ในแต่ละข้อก่อนถึงจะให้คะแนนได้ (การประเมินในปีนี้, การประเมินในปีถัดไป) ซึ่งค่อนข้างจะยากอยู่บ้างในบางข้อ บางครั้งก็ตกลงกันลำบากว่าจะให้ประเมินตนเอง เป็นระดับไหนดี เช่น ระดับคะแนนเป็น 3 ระบุว่ามีแหล่งทุนวิจัย ระดับ 2 มีแผนรองรับในการบริหารงานวิจัย (อันนี้สมมุตินะครับ) ซึ่งถ้าภาควิชามีแหล่งทุนวิจัยแต่ยังไม่มีแผน จะให้คะแนนการประเมินตนเองในปีนี้เป็น 3 หรือ 2 ดีละครับ อันนี้ก็ทำให้การประชุมเพื่อทำ SAR ในแต่ละครั้งล่าช้ากันพอสมควร แต่ก็ดีครับได้แสดงความเห็นและยอมรับในจุดด้อย พัฒนาจุดแข็ง เรียกว่าบางหัวข้อต้อง ตรวจสอบระบบกันใหม่เลยทีเดียว แต่ตอนนี้ มีแต่แผนในหัวเต็มไปหมด ก็คงจะเหมือนกับงานที่กำลังจะเข้ามาตอนเปิดเทอมนั่นแหละครับ
เปิดเทอมแล้วครับ ต้อนรับการเปิดเทอมด้วย IQA กันเลย มีการประเมินกันแล้ว
อาจารย์ขา แล้วหนูจะไปแสดงความคิดเห็นตรงไหนคะ งงๆๆ ??
ก็ตรงนี้ละครับ มาเขียนเปิดกระทู้เลยละกัน สำหรับน้อง ๆ ที่จะเข้ามาคุยกันเรื่อง Infection Control in Dental Radiology นะครับ ให้เตรียมเนื้อหาบางส่วนมาก่อนนะครับ แล้วเอามาแปะไว้จะได้มีอะไรมาคุยกัน วันนี้พี่จะตั้งให้ก่อนว่า "น้ำยาล้างฟิล์มฆ่าเชื้อโรคจากฟิล์มที่ถ่ายจากคนไข้ได้หรือไม่ เพราะมันมีความเป็นพิษ ตามทฤษฏ๊ที่เรียน" ใครมีความเห็นว่าไงบ้างครับ?
ในกรณีที่ ผู้ป่วย herpatic labialis ระยะ vesicular stage จะเหมือนกหรือแตกต่างจากการควบคุมการติดเชื้อในการถ่ายภาพรังสีทางทันตกรรม (unversal precaution) อย่างไร
(เย่ๆ คนแรก ๕๕๕)
แนวทางการปฏิบัติในการควบคุมการติดเชื้อในงานทันตรังสีวิทยา
1.เตรียมชนิดและจำนวนฟิล์มให้ถูกต้องและพอดี
2.ใส่ถุงมือในการปฏิบัติงานผู้ป่วย
3.หลีกเลี่ยงการใช้มือที่ปนเปื้อนวัมผัสเครื่องเอกซเรย์ กระบอกรังสี เก้าอี้ ใบส่งถ่ายภาพรังสี เสื้อตะกั่ว โต๊ะทำงาน ฯลฯ
4.ฟิล์มที่ถ่ายแล้วเช็ดคราบน้ำลายที่ติดมากับฟิล์มและวางบนกระดาษรองฟิล์ม(ที่จะนำไปส่งล้างฟิล์ม)เท่านั้น
5.เมื่อถ่ายภาพรังสีในช่องปากเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ล้างมือด้วยสบู่ฆ่าเชื้อแล้วจึงนำฟิล์มไปส่งล้างโดยไม่จับฟิล์มอีก
ฯลฯ
อ้างอิงโดย
สุภา โรจนวุฒนนท์.คู่มือปฏิบัติการในการควบคุมการติดเชื้อทางทันตกรรม.
กรุงเทพฯ:คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2547.
แนวทางปฏิบัติในการควบคุมการติดเชื้อในงานทันตรังสีวิทยา(ต่อ)
6. การล้างฟิล์มใช้เทคนิคการแกะฟิล์มแบบไม่ปนเปื้อน และวางฟิล์มที่ล้างเสร็จแล้วบนกระดาษรองฟิล์มแผ่นใหม่ก่อนที่จะนำส่งออกมาจากห้องมืด
7. ในกรณีที่ใช้film holder เมื่อถ่ายผู้ป่วยเสร็จและตรวจสอบฟิล์มเรียบร้อยแล้ว นำ film holder ไปทำความสะอาด ทำงานเชื้อตามแนวทางปฏิบัติสำหรับเครื่องมือประเภท semi-critical items
8. เครื่อง เอกซเรย์ Intraoral ใช้เช็ดทำความสะอาดบริเวณกระบอกรังสี ปุ่มปรับต่างๆ ตามแนวทางปฏิบัติในการทำความสะอาดและทำลายเชื้อบริเวณพื้นผิวหลังเสร็จงาน
9. เครื่อง Panoramic ให้หุ้มบริเวณ bite block ด้วยพลาสติกใส และเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งสำหรับผู้ป่วยรายต่อไป ทำความสะอาด Head rest, Chin rest ตามแนวทางปฏิบัติในการทำความสะอาดและทำงานเชื้อบริเวณพื้นผิว
10. การทำความสะอาดเสื้อตะกั่ว และส่วนที่ป้องกันธัยรอยด์หลังเสร็จงานในแต่ละวัน ให้ทำความสะอาด ทำงานเชื้อตามแนวทางปฏิบัติสำหรับเครื่องมือประเภท semi-critical items
อ้างอิงโดย
สุภา โรจนวุฒนนท์.คู่มือปฏิบัติการในการควบคุมการติดเชื้อทางทันตกรรม.
กรุงเทพฯ:คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2547.
สารใน developer ที่ทำให้เกิดการ toxic & skin sensitisation ก็คือ metol (4-(methylamino)phenol sulfate) บริษัทผู้ผลิตจึงมักใช้ Phenidone แทนซึ่งมี toxicity ที่น้อยกว่า
metol เป็นอนุพันธ์ของ phenol ซึ่ง อนุพันธ์ของฟีนอลออกฤทธิ์กับจุลินทรีย์ โดยทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ฉีกขาด โปรตีนของเซลล์แข็งตัวและเปลี่ยนสภาพ เอนไซม์สูญเสียคุณสมบัติ แม้มีฤทธิ์ทำลายเชื้อน้อยกว่า phenol แต่มีความระคายเคืองน้อยกว่าด้วย
http://www.abstractsonline.com/OASISMedia/Default.aspx?CKey=%7B126B55E6-0AEE-48C3-B751-F1B1ADD15740%7D&Mkey=%7B22FDF1E0-BB98-47D9-B084-94213A1B7D4D%7D
เว็บนี้เป็นภาพ x-ray extraoral radiography น่าสนใจเลยเอามาฝากเพื่อนๆ จะได้เข้าใจ structure ต่างง่ายขึ้น อาจไม่เกี่ยวกับ infection contral นะคะ ((เรื่อง infection contral เดี๋ยวมาโพสเพิ่มคะ))
hydroquinone [C6H4(OH)2] เป็นองค์ประกอบหลักตัวนึงใน น้ำยาล้างฟิล์ม ซึ่งทำหน้าที่ reduce silver halide ให้กลายเป็น metallic silver
ยังมีการใช้ hydroquinone ใน skin whitening ซึ่ง hydroquinone นี้สามารถทำให้เิกิด dermatitis ได้เช่นเดียวกับ metol และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ด้วย
hydroquinone เป็น อนุพันธ์ของ phenol เช่นเดียวกับ metol จึงน่าจะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ใน fixer มักประกอบด้วยสารพวก thiosulfate ions เช่น ammonium thiosulfate, sodium thiosulfate ซึ่งจะทำงานได้ดีในภาวะเป็นกรด และเราใส่กรดลงไปเพื่อ neutralize ความเป็นเบสของ developer
กรดที่ใช้มักเป็นพวก acetic acid, boric acid เป็นต้น ซี่งพวกนี้จัดเป็นกรดอินทรีย์ ละลายไขมันได้ สามารถซึมผ่านเเข้าเซลล์แบคทีเรียทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ขาด
เราจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใส่ถุงมือ ขณะที่ทำการใส่ film holder ให้คนไข้กัด ในการถ่ายภาพรังสีในช่องปาก ในเมื่อ film holder มีถุงพลาสติกคลุมบริเวณที่สำหรับให้คนไข้กัดอยู่แล้ว แล้วเราจับบริเวณที่อยู่ภายนอกช่องปากเท่านั้น
คิดว่าจำเป็นนะ เพราะ ขณะนำ film holder เข้าไปในช่องปาก เราต้องสอดมือเข้าไปด้วย เพื่อจัดฟิล์มให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จึงต้องใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการส่งผ่านเชื้อระหว่างหมอและคนไข้
และตอนที่ดึง film holder ออกมาจากปากคนไข้ น้ำลายจะติดถุงพลาสติกมา ซึ่งขณะแกะถุงพลาสติก ก็มีโอกาสที่มือเราจะไปสัมผัสโดนน้ำลายโดยไม่ตั้งใจ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของคนไข้และตัวทันตแพทย์เอง จึงควรใ่ส่ถุงมือป้องกันทุกครั้ง
หากมีผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง มาขอเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม เราควรทำการรักษาหรือไม่ ??
ถ้าตอบว่าไม่..........ผมไปอ่านเจอในหนังสือเล่มนึงเรื่องคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย ว่า ทันตแพทย์และทันตบุคลากรทุกคนไม่สามารถปฏิเสธการรักษา โดยให้ถือคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย ข้อ 2 "ผู้่ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบการวิชาีชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ิเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย"
ถ้าตอบว่าจะทำการรักษา..........เราควรปฏิบัติอย่างไร ในเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
อนึ่ง ถ้าเราเลือกที่จะปฏิเสธการรักษา ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะฟ้องร้องเราได้หรือไม่ ???
อ่าาา ขอโทดคับ เพลินมากไปเรยหลุดประเด็นเรย -_-" เอาขอบเขตแค่ว่า จะทำการถ่ายภาพรังสีในผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างไรก็พอแล้วคับ
การทำงานทันตรังสีวิทยานอกจากจะติดเชื้อทางการสัมผัสแล้ว ยังมีการติดเชื้อทางอากาศได้ด้วย ก็เลยเอาการควบคุมการติดเชื้อทางอากาศมาให้อ่านกัน
หลัก 6 ประการในการควบคุมการติดเชื้อทางอากาศ
1. ป้องกันเชื้อโรคเข้าหรือออกจากห้อง
ป้องกันเชื้อโรคเข้า ด้วยการออกแบบความดันภายในห้องให้สูงกว่าภายนอกห้อง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าห้อง
ป้องกันเชื้อออกจากหัอง ออกแบบความดันภายในห้องต่ำกว่าภายนอกห้อง โดยความดันแตกต่างคร่อม ผนังไม่ควร ต่ำกว่า 2.5 Pa (0.01 in.wg.) (AIA Guideline, 2001) และควรมีอุปกรณ์แสดงผล ความดันแตกต่างไว้เพื่อตรวจสอบได้ตลอดเวลา
2. การกำจัดเชื้อออกจากอากาศ
อากาศภายนอก เมื่อเติมเข้าไปในระบบต้องผ่านการกรองให้ได้ตามมาตรฐาน
อากาศภายในห้อง หรือเชื้อภายในห้อง ออกแบบให้มีการหมุนเวียนลมปริมาณมาก ๆ ผ่านแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพ สูงตามมาตรฐาน
3. การเจือจางเชื้อในอากาศ
การเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) จากภายนอก (Outdoor Air, OA) เข้ามาผสมกับอากาศภายในห้องโดยต้องผ่านขบวนการ กรองประสิทธิภาพสูงให้ได้ตามมาตรฐาน
4. ควบคุมทิศทางการไหลของอากาศจากที่สะอาดมากไปหาจุดที่สะอาดน้อย
อย่างเช่น ขณะที่แพทย์กำลังตรวจคนไข้ซึ่งมีเชื้อวัณโรค ทิศทางการไหลของอากาศต้องจากแพทย์ไปหาคนไข้ หรือห้องผ่าตัดควรจ่ายลมเข้าสู่เตียงผ่าตัดแล้วดูดออกไปทางด้านล่างของผนังห้อง และถ้าเตียงคนไข้โรคติดต่อควรจ่ายลมที่ปลายเตียงแล้วดูดออกไปทางด้านล่างของผนังห้องหรือด้านหัวเตียง เป็นต้น
5. ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อภายในห้อง
ต้องควบคุมความชื้นภายในห้องไม่ให้เกิน 60%RH และควรเป็นที่ 50%+/-5%RH มิฉะนั้นจุลชีพในอากาศจะเจริญเติบโต และเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว
พื้นที่ผนัง, เพดาน ควรใช้วัสดุผิวเรียบและทำความสะอาดง่าย โคมไปควรใช้แบบฝังมีหน้ากากเรียบ เพื่อไม่ให้มีที่สะสมฝุ่น
6. ฆ่าเชื้อในอากาศ
ใช้แสงอัลตราไวโอเลตฆ่าเชื้อ (UVGI-Ultraviolet Germicidal Irradiation) โดย UVGIสามารถนำมาใช้โดย 2 ลักษณะ คือ ติดตั้งในท่าลมหรือติดตั้งอยู่ส่วนบนของห้อง โดยกันไม่ให้แสง UV ส่องลงมาด้านล่าง
จากการศึกษาของ Riley และ Kaufman 1972 พบว่าเมื่ออากาศมีความชื้นสัมพัทธ์เกิน70% การใช้ UVGI จะได้ผลน้อยมาก และสอดคล้องกับผลการใช้ UVGI ในประเทศแถบร้อนชื้นทั่วโลก
ถึงแม้ UVGI สามารถฆ่าเชื้อได้ แต่ควรใช้เป็นมาตรการเสริมกับมาตรการอื่นเท่านั้น เช่น ไม่ควรใช้ทดแทนแผงกรองอากาศ HEPA [CDC,1994 Guidelinefor Preventing the Transmission of Mycobacterium tuberculosis in Health-Care Facilities]
อ้างอิงโดย
http://www.dr-analyst.com/viewpage.php?page_id=4
มีการศึกษาพบว่า glutaraldehyde ซึ่งเป็น hardeners ในdeveloperเป็นตัวกระตุ้นอย่างแรง (potent sensitizer) อาจก่อให้เกิดโรคผิวหนัง และโรคระบบทางเดินหายใจได้
มีรายงานผู้ป่วยโรคผิวหนัง allergic contact dermatitis พบลักษณะเป็น lichenoid dermatitis นอกจากนี้พบอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ อาจทำ ให้เกิดโรคหอบหืดในบุคลากรที่ทำ งานเกี่ยวกับนํ้ายางล้างฟิล์มได้ และมีรายงานว่า hydroquinone ซึ่งเป็นส่วนประกอบ ใน developing agent ทำให้เกิด pigmentation ของตา เกิดพิษต่อไขกระดูก (myelotoxicity) เกิดก้อนเนื้องอกของตับ คือ adenoma ในหนู (mouse) และเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว mononuclear cell leukemia ในหนู (rat) ได้
อ้างอิงจาก
http://www.xraythai.com/webboard/index.php?action=vthread&forum=1&topic=1988