ถ้าเราเข้าใจจิตใจตนเองและปรับที่จิตใจตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ทุกข์ อีกแล้ว แถมจะมีความสุขอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม

 

ที่ผ่านมา  ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธที่แปลกๆ  แถมอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรสักเท่าไหร่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ  ไม่นิยมไปวัด  ไม่ค่อยใส่บาตร  จำได้ว่าเคยใส่บาตรครั้งสุดท้ายคือตอนไปเที่ยวหลวงพระบาง เมื่อสิบปีก่อน    แม้ต่อมาข้าพเจ้าจะสนใจปฎิบัติสมาธิภาวนา  แต่กับพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ   ข้าพเจ้ารู้เรื่องน้อยมาก   ถึงขั้นว่า กล่าวคำอารธนาธรรม  อารธนาศีลก็ไม่ได้    สวดมนต์ได้บางบท   บทที่ยาวๆ  แบบที่ชาวเถรวาทสวดกัน  ข้าพเจ้าก็สวดไม่ได้ 

 

ย้อนกลับไปคิดถึงตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ  คุณยายชอบไปวัด และมักจะพาข้าพเจ้าไปด้วย    ขณะนั้นอายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบดี   จำได้ว่าตอนนั้น  พระสวดมนต์บทไหน  ข้าพเจ้ก็สามารถสวดตามได้ทั้งหมด แม้จะไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจถึงความหมายในบทสวดนั้นกตาม   แต่พอเติบโตขึ้น  เข้าโรงเรียนและเรียนสูงขึ้น  ข้าพเจ้ากลับห่างวัดออกไปเรื่อยๆ   ข้าพเจ้าจึงเป็นชาวพุทธแต่เพียงในใบทะเบียนบ้าน   แถมไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีกรรมใดๆ ของชาวพุทธ สวดมนต์ได้กระพร่องกระแพร่ง  ไม่ใส่บาตรทำบุญ   ไม่รู้เรื่องพระธรรมคำสอน  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  พระพุทธเจ้าสอนอะไร  และยิ่งนานๆไป    ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่เหมือนมีศาสนา แต่ลึกๆแล้วไม่มี  แต่กระนั้นเวลาใครๆถามว่า  คุณนับถือศาสนาอะไร   ข้าพเจ้าก็บอกว่า  ศาสนาพุทธ

 

ผ่านไปกว่าครึ่งชีวิต  ข้าพเจ้าถึงได้เข้ามาเรียนรู้ในหลักคำสอนของพุทธศานา  และเข้าสู่การปฎิบัติสมาธิภาวนา  ข้าพเจ้าได้เริ่มสนใจเข้าวัดเข้าวาอีกครั้ง   แต่การเข้าวัดของข้าพเจ้า ก็เป็นการเข้าไปเพื่อศึกษาเรียนรู้  ไปฟังธรรมบรรยาย  ไปกราบพระเกจิอาจารย์ที่เป็นสายการปฎิบัติ    ไม่คิดจะไปทำบุญใส่บาตร  ขอพร  ขอโชคลาภใดๆ  หลังการปฎิบัติธรรมมาได้เกือบสองปี  ข้าพเจ้าก็ยังเป็นแบบนั้น   ตอนข้าพเจ้าอยู่ที่เชียงใหม่    มีวัดอยู่วัดหนึ่งที่อยู่ติดทางเข้าหมู่บ้าน  แถมข้าพเจ้าขับรถผ่านทุกวัน   พระภิกษุที่วัดนี้ ท่านจะเดินเข้ามาบิณฑบาตรในหมู่บ้านทุกเช้า  ข้าพเจ้าก็ไม่เคยตื่นแต่เช้าไปใส่บาตรกับท่าน  มีแต่แม่ของข้าพเจ้าที่ชอบไปวัดทุกวันศีล  และชอบใส่บาตรพระภิกษุที่เดินเข้ามาบิณฑบาตรในหมู่บ้าน  แม้จะไม่ทุกวัน  แต่ก็ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ    

 

เมื่อข้าพเจ้าย้ายที่ทำงาน  มาอยู่ในจังหวัดเล็กๆ  เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา    วิถีชีวิตบางอย่างก็เปลี่ยนไป   ข้าพเจ้ามีบ้านพักอยู่ในโรงพยาบาล   ได้อยู่ในหมู่กัลยาณมิตรผู้สนใจทางปฎิบัติสมาธิภาวนา  ถมยังดำรงชีวิตอยู่ในวิถีของชาวพุทธเถรวาท ที่นิยมตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร   ไปวัดในวันพระเพื่อ ไปทำบุญ  ในขณะเดียวกันก็มีความสนใจในการทำสมาธิภาวนาด้วย   เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเข้าสู่วิถีนี้ไปด้วย   วันแรกๆที่ข้าพเจ้าย้ายมาทำงานที่นี่   น้องสาวที่สนิทกันแถมเป็นผู้ที่สนใจในการปฎิบัติธรรม  และนิยมการตื่นแต่เช้าเพื่อใส่บาตร  ได้ชักชวนข้าพเจ้าตื่นตั้งแต่ตีห้า  เพื่อไปตลาด และไปใส่บาตร   นั่นเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีเลยทีเดียวที่ได้กระทำเช่นนั้น  

ช่วงนั้นเป็นต้นเดือนเมษายน มีงานบวชส่างลองใหม่ๆ     ตอนเช้าๆ จะมีสามเณรตัวน้อยๆ ที่เพิ่งบวชใหม่  ออกมาบิณฑบาตร    การใส่บาตรกับสามเณรตัวน้อยๆ   ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีๆ  หลายอย่าง   พอได้ฟังเสียงของเณรน้อย สวดมนต์ให้พรหลังใส่บาตรทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดีในใจลึกๆ  ว่า  เด็กๆ เหล่านี้มีโอกาสอันดีที่ได้เข้าสู่พุทธศาสนา   หลัากนี้เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น  และลาสิกขาออกไป  น่าจะเป็นความทรงจำดีๆ ในชีวิตที่พวกเขาจะไม่ลืม

 

น้องสาวผู้รอบรู้ในเรื่องราว และอยู่มาก่อน  ได้บอกเล่าถึงพระจากวัดต่างๆ  ในเมืองนี้ ที่ออกมาบิณบาตร    ละบอกเล่าถึงพระหลายรูปที่มักจะเดินผ่านเข้ามาในโรงพยาบาล  ถมเดินผ่านมาทางบ้านพัก ทุกวันว่า   สมณะเหล่านี้ท่านพากันเดินลงมาจากวัดบนดอย  ที่ชื่อว่าวัดดอยกิ่วขมิ้น    พระท่านจะเดินลงมาจากวัดบนดอยตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ    และเส้นทางเดินของท่านคือ   จะเดินตัดผ่านเข้ามาในเขตรั้วโรงพยาบาลด้านหลัง   เดินผ่านถนนแถวบ้านพักแพทย์และแฟลตของเจ้าหน้าที่พยาบาล    จากนั้นเดินผ่านมาออกทางประตูหน้าของโรงพยาบาล   เข้าสู่ถนนใหญ่ มุ่งไปผ่านตลาดด้านหลัง  อ้อมผ่านไปทางสี่แยกไฟแดงกลางเมือง   วนกลับมาทางถนนด้านหน้าตลาด    กลับมาผ่านเข้าประตูหน้าของโรงพยาบาลอีกรอบ    นั่นคือท่านเดินผ่านเข้ามาในโรงพยาบาลถึงสองครั้ง    ทั้งขามาและขากลับ    แต่ข้าพเจ้าตื่นสายเกินไปที่จะพบเจอท่าน  และบางทีอาจจะเจอสมณะบางรูปตอนเดินขึ้นไปดูคนไข้ที่ตึก  แต่ส่วนใหญ่จะไม่เจอ   อาจเป็นเพราะบ้านพักของข้าพเจ้าอยู่เลยออกไป  และไม่ได้อยู่ใกล้เส้นทางที่ท่านเดินผ่าน ทว่าท่านก็เดินผ่านหน้าบ้านพักแพทย์หลังอื่นๆ อย่างน้อยสามสี่หลัง  ทุกวัน

 

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคน  ที่นิยมใส่บาตรกับพระภิกษุจากวัดนี้  บางคนก็ดักรอใส่บาตรที่หน้าบ้านพักนั่นเอง

ส่วนบางคนที่ไปตลาดตอนเช้า  และได้พบเจอพระท่านเดินผ่านตลาด  ก็จะรอใส่บาตรที่หน้าตลาดเสียเลย  หรือไม่ก็ไปดักรอใส่บาตรที่หลังตลาด    บางคนกลับจากตลาดแล้วมารอใส่บาตรที่หน้าบ้านพักตนเอง

 

ข้าพเจ้าถามน้องหมออีกคนที่สนิทกันว่า  อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี  ได้เคยใส่บาตรกับพระจากวัดบนดอยหรือไม่ เธอบอกว่าเคยใส่หนึ่งครั้ง ที่หน้าบ้านพักกับแม่    และไม่เคยสนทนาอะไรกับท่าน    แต่พี่สาวนั้น ถ้ามาจากกรุงเทพฯ  มักจะสนทนาธรรมกับพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่บ้างหลังใส่บาตร   พอกลับไปกรุงเทพฯ ก็มักจะส่งหนังสือมาให้โดย ฝากแม่ถวายท่าน    มาทราบภายหลังว่าพระภิกษุรูปนี้  ท่านมีท่าทีสำรวมระวังมากและเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาญาติโยมทั้งหลาย  เพราะวัตรปฎิบัติท่านดูเรียบร้อยงดงาม  น้องสาวผู้รอบรู้กล่าวว่า  ท่านครองจีวรเรียบร้อย  มีท่าทางสำรวมระวัง เป็นที่น่านับถือ  ใครๆก็รอใส่บาตรกับท่าน      ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับอาหารจากญาติโยมทั้งหลายจนล้นบาตร และ ล้นย่ามที่ท่านสะพายมา แล้วต้อง เดินกลับขึ้นไปวัดบนดอย พร้อมกับสิ่งที่โยมถวายมากมาย ( และท่าจะหนักมาก )   ข้าพเจ้าจึงพูดเล่นๆว่า  การเป็นพระที่ป๊อบปูล่า เช่นนี้ ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์แบบหนึ่งเหมือนกัน  เพราะมองขึ้นไปยังวัดบนดอยที่เห็นอยู่ไกลๆแล้ว  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเดินลงมา  แล้วก็เดินกลับขึ้นไป  พร้อมกับของหนักๆ    น่าเห็นใจท่านแท้ๆ    ข้าพเจ้าเลยถามว่าท่านมาจากไหนล่ะก่อนหน้านี้   ก็ได้รับคำตอบว่า  ท่านเดินธุดงค์มาจากไหนไม่รู้ ?    แล้วมาอยู่ที่นี่แปดปีกว่าๆ แล้ว

และท่านก็เดินลงมาบิณฑบาตรแบบนี้ทุกวันและทุกเช้า   เป็นเวลาแปดปีกว่าๆ เช่นกัน

 

พี่พยาบาลที่เป็นกำลังสำคัญของสังฆะโรงพยาบาลเราเล่าว่า  ได้พบเจอหลวงพี่เถรวาทรูปนี้ในวันหนึ่ง  ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยพูดคุยกับท่านมาก่อน  นอกจากใส่บาตรกับท่านทุกเช้า  ( ท่าทางท่านจะเป็นที่ป๊อบปูล่าจริงๆ  จนวันหนึ่งช่วงที่หลวงพี่พิทยาจะมาแม่ฮ่องสอน   พี่พยาบาลได้ขับรถผ่านไปพบเจอท่านกำลังเดินกลางแดดเปรี้ยงๆ  เวลาเที่ยงวัน  ด้วยความสงสารพระจึงหยุดรถถามท่านว่าจะไปธุระที่ไหน จะได้ขับรถไปส่ง   เพราะบางทีอาจจะผ่านไปทางนั้น    ท่านยอมขึ้นรถมาด้วย ( กับเหล่าสีกาที่นั่งมาในรถด้วยกันอีกสองสามคนวันนั้น )  พร้อมกับบอกว่า ท่านลงมาหาซื้ออะไหล่ไปซ่อมปั๊มน้ำของวัดบนดอยที่เสีย   ระหว่างทางรุ่นพี่พยาบาลจึงบอกเล่าถึงงานภาวนาที่จะมีในโรงพยาบาลให้ท่านฟัง   ปรากฏว่าหลวงพี่รูปนี้ท่านรู้จักประวัติเรื่องราวของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์  เป็นอย่างดีทีเดียว  ทำเอาพี่พยาบาลแปลกใจมาก  พร้อมกับมาเล่าให้ฟังว่า  ที่ผ่านมาไม่เคยพูดคุยกับท่านเลย   บอกจากทำบุญใส่บาตร    จากการพูดคุยในวันนั้นทำให้ทราบว่า  ท่านเป็นพระสายปฎิบัติ   และสนใจในการปฎิบัติสมาธิภาวนา   แถมท่านได้กล่าวเตือนสติว่า  โยมสนใจการปฎิบัติหลายๆสายนั้นดีแล้ว  แต่โยมต้อง ย่อยสิ่งที่ได้มาด้วยนะ  ไม่งั้นจะท้องอืด   

   

 

หลังจากหลวงพี่พิทยากลับไป   สังฆะกลุ่มเล็กๆ ของเราก็เริ่มแน่นแฟ้นขึ้น   ในวันวิสาขบูชาที่จะมาถึง พวกเราจึงชักชวนกันว่า  น่าจะไปทำบุญถวายภัตราหารและถวายสังฆทานที่วัดบนดอยบ้าง แล้วก็ไปสนทนาธรรมกับหลวงพี่ท่านนี้บ้างท่าจะดี  

  ดังนั้น ในวันวิสาขบูชา กลุ่มสังฆะเราจึงได้นัดพบกันตอนตีห้าครึ่งหน้าหลวงพ่อขาว ( เป็นพระพุทธรูปของโรงพยาบาลที่เพิ่งสร้างขึ้น ) เรานั่งสมาธิยามเช้ากันที่หน้าหลวงพ่อขาว  จากนั้นตอนสายก็ไปตลาดซื้ออาหารเพื่อไปถวายพระ  มีอาหารบางส่วนที่พี่พยาบาลทำมาเองจากบ้านด้วย     เราขับรถขึ้นไปที่วัด ดังกล่าว   จัดเตรียมของถวายพระ  แล้วนั่งรอในวิหาร   สักครู่ท่านเจ้าอาวาสก็มาที่ศาลา  โดยมีพระภิกษุอีกสามรูปติดตามท่านมาด้วย     ข้าพเจ้าเคยได้ยินแต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพี่ผู้ป๊อบปูล่า     ทว่าไม่เคยพบเจอตัวจริงท่านเลย  แต่ในวันนั้น มีสมณะรูปหนึ่งในสามรูป  ที่เมื่อเดินเข้ามา ท่านจะดูสะดุดตามาก เนื่องด้วยท่าทางที่สงบและสำรวมระวัง  แถมดูเยือกเย็น และ ผ่อนคลาย  และมีรอยยิ้มน้อยๆ   เป็นรอยยิ้มที่ข้าพเจ้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างไรไม่ทราบ  ภายหลังจึงรู้ว่า  สมณะรูปนี้ก็คือหลวงพี่ที่บรรดาญาติโยมทั้งหลายกล่าวถึง   และนิยมใส่บาตรกับท่านนั่นเอง  หลวงพี่ที่เดินผ่านเข้ามาในโรงพยาบาลทุกวัน   แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยพบเจอท่านสักครั้ง แม้จะอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนแล้วก็ตาม

 

ภายหลังพิธีการต่างๆ    และท่านเจ้าอาวาสกลับไปที่กุฏิของท่านแล้ว   พวกเราจึงเรียนหลวงพี่ว่า  จะขออยู่สนทนาธรรมกับท่านสักครู่  หลวงพี่ท่านก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน  แล้วนั่งสนทนาธรรมกับเรา    หลวงพี่กล่าวถึงอะไรหลายๆอย่างจากการปฎิบัติ  กล่าวถึงการรู้จักเฝ้ามองดูจิตใจของเรา    พร้อมกับบอกว่า   การก่อเกิดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งของจิตนั้น  มีเหตุและปัจจัย  ทุกสิ่งมีมาแต่เหตุนั้นๆ   แล้วท่านก็กล่าวถึงเรื่องของจิต    และการก่อเกิดอารมณ์ต่าง    ว่า   ย่อมมีองค์ประกอบของมัน  ไม่ใช่ประกอบด้วยสิ่งเดียวโดดๆ    ท่านเปรียบเทียบว่า  ก็เหมือนกับศาลาหลังนี้   ที่ประกอบด้วยพื้น  ประกอบด้วยฝนัง ประกอบด้วยหลังคา    ถ้าถามพื้นว่า  เธอคือศาลาหรือ  พื้นก็บอกว่าไม่ใช่ฉันเป็นพื้น    ถ้าถามฝนังว่าเธอคือศาลาหรือ  ฝนังก็บอกว่าไม่ใช่ฉันเป็นฝนัง  ถามหลังคาว่าเธอเป็นศาลาหรือ  หลังคาก็บอกว่าไม่ใช่ ฉันเป็นหลังคา    แต่ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นประกอบกันขึ้นเป็นศาลาหลังนี้ หากเมื่อเราถอดองค์ประกอบที่ว่าออกมาเป็นส่วน ๆ แล้ววางกองไว้   ก็จะไม่มีศาลาอีกต่อไป   

 ข้าพเจ้าว่าคำกล่าวของท่านมีความลึกซึ้งบางอย่าง   และขณะที่ท่านพูดสนทนากับเรานั้น  ท่านยิ้มอย่างมีความสุขและมีท่าทีอ่อนโยนมากทีเดียว  หลวงพี่กล่าวว่าการปฎิบัติธรรมคือการฝึกที่จะรู้จักจิตใจของเรา   เป็นการฝึกปัญญา  ไม่ใช่อะไรอย่างอื่น   แถมภายหลังที่ได้สนทนาธรรมกับท่านอีกครั้ง  ท่านก็บอกสอนต่อว่า เมื่อเราไม่ชอบใจหรือไม่พอใจสิ่งใด  เรามักจะกล่าวโทษว่าสิ่งนั้นทำให้เราทุกข์  คนนั้นคนนี้ทำให้เราทุกข์    ท่านได้ชี้แนะเปรียบเทียบให้เราพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า    สิ่งนั้นทำให้เราทุกข์จริงหรือไม่  หรือว่าจิตใจเรานี่เองที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง  แต่เรากลับไม่รู้ตัว มัวไปโทษแต่สิ่งภายนอก 

          

  ท่านชี้แนะว่า   "  ถ้าเราเข้าใจจิตใจตนเองและปรับที่จิตใจตนเอง  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ทุกข์ อีกแล้ว แถมจะมีความสุขอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม   "

เมื่อกลับลงมาจากวัดบนดอย      ข้าพเจ้าได้ตระหนักรู้ว่า  หลวงพี่เถรวาทรูปนี้ท่านมีความสุข    มีความเบิกบาน อยู่ภายใน   ด้วยท่าทางที่สำรวมระวัง  แต่ท่านก็ยิ้มและหัวเราะกับเราได้  แถมเป็นไปโดยธรรมชาติ ท่านไม่ได้ทำท่าทางเคร่งขรึมเป็นหุ่นยนต์  หรือเสแสร้ง แกล้งทำ     แต่ท่านคงไว้ซึ่งความสงบอยู่ภายใน    และไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า  ท่านเป็นพระเถรวาทที่มีความสุข  แถมเป็นความสุขที่พวกเราทั้งหลายยังไปไม่ถึง    เพราะสุขของท่านนั้นไม่ใช่สุขแบบโลกๆ  อย่างเรา .