หลักธรรมข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ (คิหิปฏิบัติ)
สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ภายหน้า 4 อย่าง)
- สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
- ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล
- จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค
- ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา
มิจฉาวณิชชา (ค้าขายไม่ชอบธรรม 5 อย่าง)
- ค้าขายเครื่องประหาร
- ค้าขายมนุษย์
- ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
- ค้าขายน้ำเมา
- ค้าขายยาพิษ
ทิศ 6
- ปุรัตถิมทิส คือทิศเบื้องหน้า หมายถึง มารดา-บิดา
- ทักขิณทิส คือทิศเบื้องขวา หมายถึง อาจารย์
- ปัจฌิมทิส คือทิศเบื้องหลัง หมายถึง บุตร, ภรรยา
- อุตตรทิส คือทิศเบื้องซ้าย หมายถึง มิตร
- เหฎฐิมทิส คือทิศเบื้องต่ำ หมายถึง บ่าว
- อุปริมทิส คือ ทิศเบื้องบน หมายถึง สมณ- พราหมณ์
อบายมุข 6
- ดื่มน้ำเมา 1
- เที่ยวกลางคืน 1
- เที่ยวดูการละเล่น 1
- เล่นการพนัน 1
- คบคนชั่วเป็นมิตร 1
- เกียจคร้านการทำงาน 1
ดื่มน้ำเมา มีโทษ 6 คือ เสียทรัพย์, ก่อการทะเลาะวิวาท, เกิดโรค, ต้องติเตียน, ไม่รู้จักอาย, ทอนกำลังปัญญา
เที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 คือ ชื่อว่าไม่รักษาตัว, ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย, ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ, เป็นที่ระแวงของคนทั่วไป, มักถูกใส่ความ, ได้รับความลำบากมาก
เที่ยวดูการละเล่นมีโทษไปตามวัตถุที่ ไปดู 6 คือ รำที่ไหนไปที่นั่น, ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น, ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น, เสภาที่ไหนไปที่นั่น, เพลงที่ไหนไปที่นั่น, เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น
เล่นการพนันมีโทษ 6 คือ เมื่อชนะย่อมก่อเวร, เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป, ทรัพย์ย่อมฉิบหาย, ไม่มีใครเชื่อถ้อยคำ, เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน, ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย
คบคนชั่วเป็นมิตรมีโทษตามบุคคลที่คบ 6 คือ
- นำให้เป็นนักเลงการพนัน
- นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
- นำให้เป็นนักเลงเหล้า
- นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม
- นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า
- นำให้เป็นคนหัวไม้
เกียจคร้านการทำงานมีโทษ 6 คือ
- มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำงาน
- มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำงาน
- มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว ไม่ทำงาน
- มักให้อ้างว่า เวลายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำงาน
- มักให้อ้างว่า หิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
- มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
ผู้หวังความเจริญด้วยโภคทรัพย์ พึงเว้นเหตุเครื่องฉิบหาย 6 ประการนี้เสีย
จำแนกธรรมออกเป็นหมวด (ธรรมวิภาค)
</span></span></strong>
ธรรมมีอุปการะมาก 2 อย่าง
- สติ คือ ความระลึกได้
- สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว
หลักไตรลักษณ์
- อนิจจัง : สิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่มีอะไรเป็นตัวเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ
- ทุกขัง : สิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทุกข์ทนทรมานอยู่ในตัวของมันเอง มีลักษณะดูแล้วน่าชัง น่าเบื่อหน่าย ทุกสิ่งถ้าไปยึดถือก็เป็นความทุกข์
- อนัตตา : บรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร ที่เราควรเข้าไปยึดมั่นในจิตใจว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเราทุกสิ่งนี้ถ้าไปยึดถือก็เป็นความทุกข์
ธาตุ 3 ได้แก่ กามธาตุ, รูปธาตุ, อรูปธาตุ
วิชชา 3 ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การระลึกชาติได้), จุตูปปาตญาณ (รู้การเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลาย), อาสวักขยญาณ (คือรู้ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย)
ปาฏิหาริย์มี 3 คือ
- อิทธิปาฏิหาริย์ = ฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์
- อาเทสนาปาฏิหาริย์ = การดักใจถูกต้องเป็นที่น่าอัศจรรย์
- อนุสาสนีปาฏิหาริย์ = คำสั่งสอนเป็นที่อัศจรรย์ คือ ประกอบด้วยเหตุผล, ความจริง และสามารถปฏิบัติได้ และให้ผลสมจริงแก่ผู้ปฏิบัติ
บุญกริยาวัตถุ 3
- ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
- สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
- ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
อธิษฐานธรรม 4
อธิษฐานธรรม 4 คือ ธรรมที่ตั้งใว้ในใจ 4 อย่าง
- ปัญญา คือ รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้
- สัจจะ คือ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้จริง
- จาคะ คือ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่จิตใจ
- อุปสมะ คือ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึก
</span></span>
อริยสัจ 4
<ol>
</span></span></ol>
อิทธิบาท 4
อิทธิบาท 4 คือ คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ 4 อย่าง ได้แก่
- ฉันทะ : พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ
- วิริยะ : เพียรหมั่น ประกอบในสิ่งนั้นๆ
- จิตตะ : เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
- วิมังสา : หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้นๆ
</span></span>
พรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร 4 ได้แก่
- เมตตา : ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข
- กรุณา : ความสงสารคิดช่วยเขาให้พ้นทุกข์
- มุทิตา : ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
- อุเบกขา : ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ
</span></span>
สติปัฎฐาน 4
- กายานุปัสสนา : พิจารณากายเป็นอารมณ์
- เวทนานุปัสสนา : พิจารณาสุข ทุกข์ เป็นอารมณ์
- จิตตนุปัสสนา : พิจารณาจิต เป็นอารมณ์
- ธรรมานุปัสสนา : พิจารณาธรรมเป็นอารมณ์
สติ ปัฎฐาน คือ การเจริญภาวนาที่มีสติเป็นประธาน พระพุทธองค์ตรัสว่าสติปัฎฐานนี้ เป็นหนทางที่เป็นอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศก และปริเทวะ เพื่อดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพานให้แจ้ง
การ มีสติสัมปชัญญะ มีความเพียร กำหนดรู้กายตามสภาวะเป็นจริง เช่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาเดิน นั่ง นอน รู้ลักษณะของธาตุทั้ง 4 ในกายเรานี้มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น ตามเป็นจริงว่า เป็นสักว่ากายเท่านั้น เรียกว่า กายานุปัสสนา
การรู้เท่าทันตัวที่เสวยอารมณ์ เช่น เสวยสุขก็รู้ว่าสุข เสวยทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ มีสติรู้อยู่อย่างนี้เรียกว่า เวทนานุปัสสนา
การ มีสติพิจารณาความเป็นไปของจิตว่า ขณะนี้จิตของเรามีราคะ โทสะ โมหะ หรือมีความฟุ้งซ่าน กำหนดรู้อย่างนี้ มีสติตั้งมั่นไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ของจิต ย่อมจะรู้เท่าทันว่าจิตก็เป็นเพียงสักว่าจิตเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เป็นต้น เรียกว่า จิตตานุปัสสนา
การ มีสติกำหนด พิจารณาธรรมซึ่งเกิดกับจิตเป็นอารมณ์ ธรรมในที่นี้ท่านหมายเอานิวรณ์ 5 เมื่อธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ก็มีสติรู้เท่าทันความเป็นไป เรียกว่า ธรรมานุปัสสนา
</span></span>
ธาตุกัมมัฏฐาน 4
- ธาตุดิน เรียกว่า ปฐวีธาตุ
- ธาตุน้ำ เรียกว่า อาโปธาตุ
- ธาตุไฟ เรียกว่า เตโชธาตุ
- ธาตุลม เรียกว่า วาโยธาตุ
ธาตุ คือ สภาวะที่ทรงตัวอยู่เป็นธรรมดา อันจะแยกออกไปอีกไม่ได้ ท่านแสดงให้พิจารณากำหนดธาตุทั้ง 4 นี้ว่า เป็นสักว่าธาตุ (วัตถุอันหนึ่ง) เท่านั้น ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น กำหนดเป็นอารมณ์ เช่นนี้ เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน
สัปปายะ 4
- อาวาสสัปปายะ = ที่อยู่เหมาะสม, มีครูบาอาจารย์, อาหารหาง่าย, บรรยากาศดี เป็นต้น
- บุคคลสัปปายะ = มีบุคคลแวดล้อมที่เหมาะสม
- อาหารสัปปายะ = บริโภคอาหารที่พอเหมาะ
- ธัมมสัปปายะ = มีข้อปฏิบัติที่เหมาะแก่จริต
จักร 4
- การอยู่ในประเทศอันสมควร 1
- การคบสัตบุรุษ 1
- การตั้งตนไว้ชอบ 1
- ความเป็นผู้มีบุญกระทำไว้แล้วในปางก่อน 1
โอฆะ 4 คือ ธรรมที่ควรละ ได้แก่
- กาม 1
- ภพ 1
- ทิฎฐิ 1
- วิชชา 1
อินทรีย์ 5
- ศรัทธา
- วิริยะ
- สติ
- สมาธิ
- ปัญญา
พละ 5 (ธรรมเป็นกำลัง 5 อย่าง)
- ศรัทธา
- วิริยะ
- สติ
- สมาธิ
- ปัญญา
อินทรีย์ 5 กับพละ 5 มีหัวข้อเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างอยู่ตรงที่ อินทรีย์ 5 เน้นตรงส่วนสังขารหรือกาย ส่วนพละ 5 เป็นส่วนพลังที่หนุนนำกายอีกทีหนึ่ง
ธรรมขันธ์ 5
- สีลขันธ์
- สมาธิขันธ์
- ปัญญาขันธ์
- วิมุตติขันธ์
- วิมุตติญาณทัสสนขันธ์
องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 อย่าง
- สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต
- สำรวมอินทรีย์ คือ ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดี ยินร้าย ครอบงำ
- ความเป็นคน ไม่เอิกเกริก เฮฮา
- อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
- มีความเห็นชอบ
องค์แห่งธรรมถึก คือ นักเทศน์ 5 อย่าง
- แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ
- อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ
- ตั้งจิตเมตตา ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
- ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
- ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น
ธัมมัสสวนาณิสงฆ์ คือ อนิสงส์แห่งการฟังธรรม 5 อย่าง ได้แก่
- ผู้ฟังธรรมย่อมได้สิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
- สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
- บรรเทาความสงสัยเสียได้
- ทำความเห็นให้ถูกต้องได้
- จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
ธาตุ 6
- ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน
- อาโปธาตุ คือ ธาตุ น้ำ
- เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ
- วาโยธาตุ คือ ธาตุลม
- อากาสธาตุ คือ ช่องว่างมีในกาย
- วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้
ธาตุคือสภาวะที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ธาตุ 4 ได้พูดมาแล้วในธาตุกัมมัฏฐาน
อากาสธาตุ คือ ช่องว่างในกายเรา เช่น ช่องหู จมูก ปาก เป็นต้น เป็นธาตุที่รู้ได้ยาก เพราะเป็นของละเอียดอ่อน ต้องรู้ได้ด้วยการสัมผัส
วิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่เกิดจากธาตุทั้ง 4 รวมกันเข้า จึงเกิดธาตุใหม่ ขึ้นมาอีก เรียกว่า มโน คือ ใจ
วิญญาณ 6
- อาศัยรูปกระทบตา เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า จักขุวิญญาณ
- อาศัยเสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า โสตวิญญาณ
- อาศัยกลิ่นกระทบจมูก เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า ฆานวิญญาณ
- อาศัยรสกระทบลิ้น เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
- อาศัยโพฎฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า กายวิญญาณ
- อาศัยธรรมเกิดขึ้นในใจ เกิดความรู้ขึ้น เรียกว่า มโนวิญญาณ
ธาตุทวารทั้ง 6
- จักขุธาตุ = ธาตุตา มีความสามารถในการเห็นรูป
- โสตธาตุ = ธาตุหู มีความสามารถในการฟังเสียง
- ฆานธาตุ = ธาตุจมูก มีความสามารถในการดมกลิ่น
- ชิวหาธาตุ = ธาตุลิ้นมีความสามารถในการลิ้มรส
- กายธาตุ = ธาตุกาย มีความสามารถในการรับสัมผัสทางกาย
- มโนธาตุ = ธาตุใจ มีความสามารถในการรับรู้รสธรรม หรือสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ
ใน จำนวนทั้งทั้ง 6 มี มโนธาตุ เป็นธาตุที่สำคัญที่สุด และธาตุทั้ง 6 จะทำงานได้เนื่องจากวิญญาณธาตุ คือธาตุรับรู้อารมณ์ ทำหน้าที่รับรู้ ซึ่งวิญญาณธาตุมีอยู่ในทุกทวารทั้ง 6
จริต 6 ( จริต = ธาตุแท้ของใจ หรือปกติของใจที่โน้มเอียง เ ช่น โกรธง่าย ฯลฯ)
จริตในพระพุทธศาสนา แสดงไว้ 6 ประเภทได้แก่
- ราคะจริต คนประเภทนี้มีราคะเป็นปกติของใจ ชอบของสวย ของงาม หน้าตายิ้มแย้ม เรียบร้อย โลภ ถือตัว ลบหลู่คุณคน ชอบหวาน กินช้า
- โทสจริต คนประเภทนี้โกรธง่าย มักหงุดหงิด ทำอะไรรวดเร็ว ใจร้อน ริษยา ไม่เรียบร้อย ชอบเปรี้ยว กินเร็ว
- โมหจริต คนประเภทนี้ มีโมหะเป็นปกติของใจ มักเป็นคนเขลา งมงาย เชื่องช้า รู้ช้า ดื้อรั้น ไม่แน่ใจ ชอบรสไม่แน่ กินจุ
- วิตกกจริต คนประเภทนี้ มีความดำริตริตรอง เป็นปกติของใจ มักเป็นคนคิดฟุ้งซ่าน ใจนิ่งอยู่ยาก คิดมากเกิดไป พูดมาก ชอบมั่วสุม เกียจคร้าน
- สัทธาจริต คนประเภทนี้ มีความเชื่อเป็นปกติของใจ เป็นคนซื่อ ไม่มีแง่งอน เชื่อง่าย ไม่เป็นตัวของตัวเอง สอนง่าย
- พุทธิจริต คนประเภทนี้ เป็นคนเฉลียวฉลาด เชื่อยาก เจ้าความคิด กินน้อย ขยัน พูดเข้าใจง่าย
7 ตัญหา ได้แก่
- การเกิดเป็นความทุกข์
- ความแก่เป็นความทุกข์
- ความตายเป็นความทุกข์
- ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความคับกาย คับใจ ความร่ำไห้รำพัน ก็เป็นทุกข์
- ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
- ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่ พอใจ ก็เป็นทุกข์
- มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์
โพชฌงค์ 7 ได้แก่
- สติ คือ ความระลึกได้
- ธัมมวิจยะ คือ ความสอดส่องธรรม
- วิริยะ คือ ความเพียร
- ปิติ คือ ความอิ่มใจ
- ปัสสัทธิ คือ ความสงบและอารมณ์
- สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่น
- อุเบกขา คือ ความวางเฉย
โลกธรรม 8 ธรรมที่คลอบคลุมเรื่องทางโลก 8 อย่างคือ มีลาภ, เสื่อมลาภ , มียศ, เสื่อมยศ, นินทา, สรรเสริญ, ทุกข์, สุข
มรรคมีองค์ 8