สองมาตรฐาน พันธมิตร นปช.

สองมาตรฐาน : มาตรการพิทักษ์ชาติและความยุติธรรม

                                                                                                                                         โกงกาง

ความนำ

               นับตั้งแต่ขบวนการเสื้อแดงจัดชุมนุมประกาศดีเดย์และกลายเป็นดีแตกทำให้สังคมส่วนใหญ่รู้เช่นเห็นธาตุแท้และออกมาต่อต้านอย่างกว้างขวางจนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อยับยั้งความหายนะและหยุดความไร้สติของพวกเสื้อแดงหยุดความก้าวร้าวต่อรัฐบุรุษผู้สร้างคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง ผู้ดูแลบ้านเมืองที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตหลายครั้ง ผู้ที่แสดงให้เห็นความจงรักภักดีต่อสถาบันมิจางคลายและประการสำคัญผู้ทำตนให้เป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม จริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีต่อประเทศชาติยากที่จะมีผู้เสมอเหมือนในยุคร่วมสมัยของเราชาวไทย

                    ขณะนี้มีการพูดถึงสองมาตรฐานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ประชุมรัฐสภาที่เป็นการประชุมร่วมระหว่างวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับข้อมูลหรือรับลูกมาจากพวกเสื้อแดงที่พยายามโพนทนาและชวน เชื่อให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลทำอะไรหรือปฏิบัติอะไรมักใช้สองมาตราฐานเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความลำเอียงในการใช้อำนาจรัฐ  รัฐบาลอย่างนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ดีควรกำจัดออกไป คำถามที่ต้องค้นหาร่วมกัน คือ สองมาตรฐานไม่ดีอย่างไร  สองมาตรฐานใช้ในสังคมไม่ได้หรืออย่างไร  สองมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่ 

 

สองมาตรฐาน

                      สองมาตรฐาน แท้จริงคำว่ามาตรฐาน(Standard) คือ หลักในการชี้ขาด , หลักการตัดสิน , หลักการยอมรับพฤติกรรม , พฤติกรรมของประชาชนจะตัดสินชี้ขาดอย่างไร ต้องอาศัยเกณฑ์มาตรฐานที่หลากหลาย

บางเกณฑ์ใช้มาตรฐานเดียว ดังในกรณีของลัทธิ มโนธรรมสมบูรณ์(Absolutism)ที่นำเสนอโดย ศาตราจารย์  อิมมานูเอล คานต์ (Immanuilkant) ชาวเยอรมัน ที่เสนอว่าใครทำดี , ใครทำชั่ว ให้ใช้หลักเจตนาดี ( Good Will ) เพียงหลักการเดียว หรือมาตรฐานเดียว นั่นคือใช้เจตนาดีเป็นตัวกำหนด ถ้าพฤติกรรมส่อให้เห็นว่ามีความมุ่งร้าย มุ่งทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง มุ่งทำลายผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมือง หรือมุ่งทำลายสถาบันสูงสุดของชาติ สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันชี้ขาดได้แล้ว คือ ดูเจตนาดีเป็นเกณฑ์หลัก

          บางกรณีใช้สองมาตรฐานแนวคิดที่ใช้สองมาตรฐาน คือ แนวคิดของศาสนาต่าง ๆ เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม พราหมณ์ฮินดู สองมาตรฐานที่ใช้ คือ

1.     มาตรฐานของความดี  การพิจารณาว่าใครทำดี ต้องพิจารณาว่ารากฐานหรือแรงผลักดันในการกระทำของบุคคลนั้น ๆ มาจากแรงผลักดันฝ่ายบวก หรือที่เราเรียกว่าจิตที่เป็นกุศลหรือไม่ ถ้ามาจากจิตที่เป็นกุศล จึงเรียกว่ากระทำดี ( กุศลกรรม ) แรงผลักดันฝ่ายดี คือ

1.1       จิตใจของผู้กระทำไม่มีความโลภ การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เต็มไปด้วยความอยากได้หรือไม่ อยากรับทรัพย์ ต้องการสินจ้างหรือไม่ ถ้าไม่มี ไม่ต้องการสินจ้างรางวัลก็จัดให้มีแรงผลักดันที่ดี แต่ถ้าตรงกันข้ามถือได้ว่าไม่ดี

1.2     จิตใจของผู้กระทำไม่มีความโกรธ  จิตใจปราศจากความชิงชัง เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท หากจิตใจของกลุ่มเสื้อแดงเป็นเช่นนี้ คงไม่มีใครประณามพวกเขาว่าเลว ว่าชั่ว หากไม่เป็นเช่นที่ว่า หรือ พฤติกรรมที่ออกมาทำร้ายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ ทำลายการประชุมผู้นำอาเซียน +3 , +6 แสดงให้เห็นการมุ่งทำร้ายทำลายผู้อื่น

1.3     จิตใจของผู้กระทำไม่หน้ามืดตามัว สว่างไสว เพราะมีสติสัมปชัญญะ รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร สามารถแยกแยะดี ชั่ว ถูก ผิดได้ จิตใจที่เป็นเช่นนี้ ก็ตัดสินได้ว่าจิตใจของผู้นั้นงดงาม การกระทำก็จะเต็มไปด้วยความถูกต้องเช่นกัน

2.     มาตรฐานของความชั่ว  ผู้ที่กระทำอะไรลงไปด้วยอำนาจหรือแรงผลักของความอยากได้ ความชิงชัง หรือด้วยความเขลาเบาปัญญา ขาดสติสัมปชัญญะ ดังในกรณีของการปิดการจราจรรอบๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือ การบุกรุกที่ประชุมระหว่างชาติ ซึ่งผู้นำต่างประเทศมิได้มีส่วนในความขัดแย้งของสังคมไทย และการคุกคามประชาชนด้วยการนำรถแก๊สมาข่มขู่ประชาชน เพื่อเป้าประสงค์ของกลุ่ม ก็สามารถใช้มาตรฐานนี้เป็นตัวตัดสิน

บางกรณีมากกว่าสองมาตรฐาน   เราจะพบว่าสังคมตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดอย่างกว้างขวาง เช่นสังคมกรีกโบราณ รัฐเอเธนส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มมนุษยนิยมของกรีกที่นำโดยโปรทากอรัส( Prothagoras  )ที่เชื่อว่าเกณฑ์หรือมาตรฐานในการชี้ถูกชี้ผิดมีอยู่หลายมาตรฐาน ขึ้นอยู่ว่าใครเป็นผู้ตัดสิน ใครเป็นผู้ชี้ขาด

           กลุ่มเสื้อแดงที่ถูกปลุกระดมโดยทักษิณ สัมภเวสี อย่าได้ประณามว่ารัฐสองมาตรฐาน รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะใช้มาตรฐานใดๆก็ได้ ถ้ามาตรฐานนั้นๆนำไปสู่ความสงบสุขของสังคม ถ้ามาตรฐานนั้นๆทำให้แยกได้ว่าใครควรยกย่อง ใครควรข่ม สังคมที่ประกอบด้วยประชาชนที่มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน สมควรที่จะใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน มิเช่นนั้น หากใช้มาตรฐานเดียวกัน กลายเป็นใช้มาตรการแบบเหมารวม นั่นคือคนที่พยายามทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองกับคนที่คิดทำลายชาติบ้านเมือง ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์เดียวกัน กลายเป็นว่ารัฐแยกไม่ออกระหว่างดี-ชั่ว ถูก-ผิด  ในเมื่อสังคมโลก มีหลายเกณฑ์หลายมาตรฐาน ทำไมรัฐบาลต้องไปหลงกลฝ่ายค้านในการยืนยันว่ารัฐบาลใช้มาตรฐานเดียวไม่ใช้สองมาตรฐาน

            ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของสถานการณ์และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมาจึงเหมาะสม การปกครองประเทศจะใช้กี่มาตรฐานก็ได้ แต่มาตรฐานเหล่านั้นต้องเป็นไปเพื่อพิทักษ์ชาติและความยุติธรรมของสังคม