. . . ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปแล้วครับ ผมค่อนข้างเชื่อใน “กฎแห่งความเชื่อ” ที่กล่าวว่า . . . “What ever you believe, it is true!” . . . อะไรก็ตามที่คุณเชื่อ มันเป็นจริงเสมอ . . .

         เวลาทำสัมมนาหรือบรรยายในที่ต่างๆ ผมมักมองหาสายตาที่ส่อว่าไม่ค่อยสนใจในเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องที่ ฉันไม่ต้องการฟัง ผมมักจะสร้าง ความท้าทาย ด้วยการใช้สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเป็น ตัวชี้วัด ในการประเมินตัวเองว่าเมื่อจบการสัมมนา (การบรรยาย) แล้ว ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม? ความสนใจในเรื่องนั้นๆ ของผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นบ้างไหม? รู้สึกว่าพวกเขาฟังด้วยความสนใจหรือไม่? เห็นประกายในดวงตาของพวกเขาไหม? หรือว่าได้รับ Feedback ในทางบวกบ้างไหม? . . .

         บางทีหลักการหรือเครื่องมือที่เราเห็นว่าดี มีประโยชน์ ตัวอย่างเช่น กระบวนการที่เรียกว่า “Human KM”  ซึ่งสำหรับผมแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะมันไม่ใช่ KM ที่เน้นไปแต่ด้านเทคโนโลยี แต่เป็น KM ที่เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ KM ที่ให้ความสำคัญเฉพาะสมองฝั่งซ้าย แต่มุ่งเน้นที่การพัฒนาสมองฝั่งขวาด้วย  ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีพลัง แต่ในทางกลับกัน บางท่านกลับมองว่ากระบวนการทำนองนี้ เป็นสิ่งที่พื้นๆ หรือธรรมดาเกินไป บางท่านรับไม่ได้กับการใช้เวลาทั้งวัน เพื่อสอนให้ รู้จักฟังกัน สอนให้เข้าใจเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สอนการทำ Dialogue สอนการแชร์เรื่องเล่า ให้ฝึกเล่าเรื่องความสำเร็จ (Success Story) . . . ช่างเป็นเรื่องที่เสียเวลา ไม่เห็นว่าจะได้อะไรที่สำคัญเลย . . . ผมเชื่อว่าหลายท่านคิดเช่นนั้น ผมเองก็เคยได้ยินมากับหู ถ้าเป็นแต่ก่อนผมคงพยายามจะ สอน พยายามจะบอกว่ากับเขาว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้น มันผิดพลาด อย่างไร? ผมคงจะต้องพยายามทำให้เขาเห็นให้ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ไม่ใช่พื้นฐานหรือธรรมดาอย่างที่เขาเข้าใจ

         แต่ยอมรับว่าตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว  กฎแห่งความเชื่อ สอนผมว่า . . . “What ever you believe, it is true!” . . . อะไรก็ตามที่คุณเชื่อ มันเป็นจริงเสมอ . . . แสดงว่าถ้าคุณเชื่อว่าเครื่องมือหรือกระบวนการ Human KM นั้น มัน ไม่ได้เรื่อง ไม่เห็นมีอะไร แค่มาเล่าเรื่องกัน . . . ผมเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าสำหรับท่านๆ นั้น มันก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ ซะด้วย เพราะสิ่งที่ท่านเชื่อมันล๊อก มันบล็อกท่านเอาไว้ ท่านไม่ได้ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้กระบวนการนั้นอย่างแท้จริง เพราะท่านรู้สึกว่า มันธรรมดาเกินไป มันเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นประโยชน์ . . . สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านพูดมานั้น ผมว่ามันคงเป็น ความจริง สำหรับท่านอย่างแน่นอน ตกลงความจริงของท่าน กับความจริงของผมจึงเป็นไปได้ที่จะไม่เหมือนกัน เพราะมันมีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่แตกต่างกันไป ความจริงที่ผมพูดถึงนั้น ผมเรียกมันว่า ความจริงที่ปรากฏ (Reality)” ผมไม่ได้หมายถึง สัจธรรม ความจริงแท้ หรือ Truth” แต่อย่างใด ซึ่งผมเคยพูดถึงความจริงสองชนิดนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งใน  บันทึกนี้