ภาพที่ 1: ชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่เป็นลูกผสมฝรั่งที่อพยพจากยุโรปใต้ (สเปน-โปรตุเกส และชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่ไม่ใช่อังกฤษ เนื่องจากอังกฤษอพยพไปสหรัฐฯ เป็นหลัก)-อินเดียนแดงที่เรียกว่า 'Mestizos' = ลูกผสม 60-75%; อินเดียนแดงแท้ = 12-30%; คนผิวขาว 9-17%) > Thank [ flickr ] expert, guru [ sarihuella ]

ประชาชนนับถือศาสนาคริสต์ (95%; เป็นโรมันแคธอลิคหรือแบบที่มีศูนย์กลาง ณ นครวาติกัน 89%) > [ Wikipedia ]

...................................................................................

 

ภาพที่ 2: เม็กซิโกมีรายได้สำคัญจากการขายน้ำมัน แรงงานส่งออก (แรงงาน 1/7 ทำงานในสหรัฐฯ; คนเม็กซิโกอพยพเข้าสหรัฐฯ อย่างต่ำปีละ 5 แสนคน) และการท่องเที่ยวอย่างละประมาณ 1/3 > Thank [ flickr ] expert, guru [ svanes ]

นอกจากนั้นยังมีเงินเข้า "นอกระบบ" จากยาเสพติด ซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกมีนโยบายปราบปรามรุนแรง ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกกลัวนิดหน่อย

...

ทว่า... เสน่ห์ของคนเม็กซิโกในด้านรักสนุก มองโลกในแง่ดี มีศิลปวัฒนธรรม เช่น ปีรามิดอินเดียนแดง ฯลฯ และมี '4S1M' ทำให้คนทั่วโลกชอบเที่ยวเม็กซิโก

มี '5S1F' (sax, sea-sun-sand, sex; sax = saxophone = ดนตรีแบบละตินอเมริกัน ซึ่งจริงๆ แล้วใช้กลอง กีตาร์ เครื่องเป่า เช่น ทรัมเป็ต ฯลฯ มากกว่าแซ็กโซโฟน; sea = ทะเล; sun = แดด หรือบรรยากาศเขตร้อน; sand = ทราย หมายถึงชายทะเล; sex = เซ็กส์; F = food = อาหารแบบเม็กซิกันที่เผ็ดร้อนคล้ายอาหารยุโรปใต้ผสมอาหารไทย) 

..............................................................................

 

ภาพที่ 3: ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ไข้หวัดหมู (swine flu), ไข้หวัดเอ (influenza A) หรือ H1N1 มีลักษณะเด่นที่ชอบทางเดินหายใจส่วนบน (ภาพซ้าย; ไวรัสชอบเกาะที่จมูกกับลำคอ) ทำให้อาการไม่รุนแรง > Thank [ BBC ]

สาเหตุที่ชื่อไข้หวัดหมูถูกยกเลิก เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อหมูในสหรัฐฯ-ยุโรปกดดันองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เปลี่ยนชื่อ เพราะคนกินเนื้อหมูน้อยลงมาก (ปี 2551 คนทั่วโลกกินเนื้อสัตว์ใหญ่ลดลง 10%)

...

ไข้หวัดนก (bird flu; H5N1; ภาพขวา) ชอบทางเดินหายใจส่วนล่าง (ปอด; ภาพขวา) ทำให้อาการรุนแรง > Thank [ BBC ]

...

..............................................................................

 

คณะผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยการแพทย์แห่งชาติ มิลล์ฮิลล์สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ศูนย์กลางการศึกษาไวรัสไข้หวัดใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานผลการศึกษาตัวอย่างไวรัสซึ่งได้รับจากสหรัฐฯ ว่า

ไวรัสไข้หวัดเม็กซิโก ไข้หวัดหมู หรือไข้หวัด A (H1N1) ขณะนี้เป็นไวรัสที่ค่อนข้างอ่อน (ถ้าไม่มีการกลายพันธุ์ใหม่ชัดเจน)

...

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ A (influenza A) มีโปรตีน 2 ชนิดบนพื้นผิว ซึ่งทำให้ "หน้าตา" ของมันมีลักษณะเฉพาะ และมีชื่อเฉพาะ (ชื่อหน้า-ชื่อหลัง)ได้แก่ เจ้า 'H' กับเจ้า 'N' จากเลข 1-5

  • (1). H = hemagglutinin
  • (2). N = neuraminidase

...

 

ไข้หวัดหมูอยู่ในกลุ่ม H1N1 หรือกลุ่มเดียวกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (seasonal flu) ซึ่งปกติจะระบาดแบบอ่อนๆ ไปทั่วโลกทุกปี และมีโอกาสทำให้คนที่ติดโรคตาย 0.1% = 1/1,000 หรือถ้าเป็นโรค 1,000 รายจะมีคนตาย 1 ราย

โอกาสตายจะเพิ่มขึ้นในปีที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น (epidemic year)

...

ศ.เวนดี บาร์เคลย์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาไวรัสไข้หวัดใหญ่ สถาบันอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความรุนแรงน่าจะอยู่ที่เจ้าตัว 'H'

H1 มีแนวโน้มจะชอบเกาะที่ผนังเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน (= จมูก ลำคอ ทอนซิล) มากกว่าลงลึกไปยังผนังเซลล์ทางเดินหายใจส่วนล่าง (= ปอด)

...

ไวรัสที่ชอบเกาะทางเดินหายใจส่วนบนมักทำให้อาการอ่อน เช่น ไอ จาม ฯลฯ และแพร่กระจายได้เร็ว อาการจะคล้ายหวัด-ไข้หวัด

ตรงกันข้ามไวรัสที่ชอบลงลึก หรือชอบเกาะทางเดินหายใจส่วนล่างมักจะทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม ฯลฯ

...

ตัวอย่างไวรัสที่ชอบลงลึกได้แก่ H5N1 avian flu = ไข้หวัดนก

ยีนส์ (gene = กลุ่มสารพันธุกรรมหรือ DNA/RNA ที่แสดงผลได้) ของ H1 มีตำแหน่งของการแบ่งตัวเฉพาะ (cleavage site) ซึ่งไวรัสจะต้องถูกเอนไซม์ (enzyme = น้ำย่อย) ของสัตว์ที่ติดเชื้อตัดออกเป็น 2 ส่วน หลังจากนั้นจึงจะแบ่งตัวได้

...

กลไกนี้คล้ายๆ กับโจรที่ต้องใช้ "กรรไกร (= น้ำย่อย เอนไซม์)" ของเจ้าของบ้านมาตัดตัวออกเป็นส่วนย่อยๆ ถ่ายเอกสารหรือซีร็อกซ์ แล้วจึงจะแพร่พันธุ์ต่อไปนี้

ไวรัสไข้หวัดใหญ่เกือบทั้งหมดถูกจำกัดอยู่ในทางเดินหายใจ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ หรือน้ำย่อยในปอด

...

แต่ไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ เช่น H5 ฯลฯ พัฒนาตัวเองจนตัดตัวเองเป็น 2 ส่วนนอกปอด และแพร่พันธุ์นอกปอดได้

กลไกอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีคุณสมบัติ "ดุ" หรือไม่ดุได้แก่ โปรตีนในใจกลางที่เรียกว่า 'NS1' ซึ่งจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง

...

ไวรัสบางกลุ่มกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมากเกิน หรือเกิด "ธาตุไฟกำเริบ" เปรียบคล้ายตัวจุดระเบิดปรมาณูหรือนิวเคลียร์ในร่างกาย ทำให้เกิด "พายุไซโทคายน์ (cytokine storm)"

ไซโทคายน์เป็นสารเคมีที่ใช้สื่อสารภายในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ระดมพล (เรียกเม็ดเลือดขาวมารวมกัน) สั่งโจมตี (บอกเม็ดเลือดขาวให้ปล่อยสารเคมีออกมาทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า) ฯลฯ

...

ถ้าไซโทคายน์ทำงานพอดี... ภูมิค้มกันโรคจะแข็งแรง ถ้าไซโทคายน์ทำงานน้อย... ภูมิคุ้มกันโรคจะอ่อนแอ และถ้าทำงานมากเกิน... ภูมิคุ้มกันโรคจะทำการ "ทำลายตัวเอง"

เรื่องไซโทคายน์ก็คล้ายกับเรื่องชีวิต... คือ อะไรที่ "ดี" แต่ขาดความ "พอดี" มักจะทำให้เกิดผลร้าย

...

ชีวิตคนเรานั้น "ดี" อย่างเดียวไม่พอ ต้องขอความ "พอดี" ด้วย จึงจะประสบความสุข ความเจริญ และความสำเร็จ

ตัวอย่างความดีที่ขาดความพอดีพบได้บ่อยในบ้านเมืองที่มีกลุ่มการเมืองสุดขั้ว (extreme) คือ ดีแต่ขาดความพอดี ปิดกั้นตัวเองจากความจริง รับฟังแต่เหตุผลฝ่ายเดียวกัน ไม่รับฟังเหตุผลคนอื่น... ผลคือ บ้านเมืองเกิดอาการ "ธาตุไฟ" กำเริบ

...

พวกเรามีส่วนช่วยชาติบ้านเมืองได้ โดยไม่สนับสนุนกลุ่มการเมืองสุดขั้วครับ 

ร่างกายคนเรามีเชื้อไฟธาตุของระบบภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน... ตอนเด็กมีน้อย โตหน่อย (7 ขวบขึ้นไป)จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ มากที่สุดในช่วงวัยรุ่น-หนุ่มสาว (หรือผู้ใหญ่อายุน้อย) หลังจากนั้นจะลดลงตามอายุ

...

ระดับเชื้อธาตุไฟนี้ทำให้เด็กๆ และคนสูงอายุมีภูมิต้านทานโรคน้อย ไม่เหมือนวัยรุ่น-คนหนุ่มสาวที่มีภูมิต้านทานโรคแข็งแรง

ทว่า... การสะสมเชื้อเพลิงหรือธาตุไฟไว้มากๆ ก็เปรียบคล้ายการนำรถบรรทุกแก๊สเปิดวาล์วจอดไว้หน้าบ้าน คือ ถ้ามีการระเบิดขึ้นมาจะทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง

...

เปรียบคล้ายบ้านที่มีเชื้อเพลิงสะสมไว้มากๆ... ถ้าติดไฟพร้อมๆ กันก็จะวอดวายได้ง่าย

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีตัวจุดระเบิดภายใน หรือโปรตีน 'NS1' ชั้นดีจะจุดระเบิดพายุไซโทคายน์ หรือระบบภูมิคุ้มกันทำให้ธาตุไฟกำเริบ

...

พวกคน "ไฟแรง" คือ วัยรุ่น-คนหนุ่มสาว จึงมีโอกาสตายจากธาตุไฟกำเริบสูงกว่าคน "ไฟอ่อน" หรือวัยกลางคนหรือสูงอายุ

ศ.โจนาธาน บอลล์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาโมเลกุลไวรัสวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยนอททิงแฮมกล่าวว่า โอกาสที่ไข้หวัดหมู H1N1 จะรวมตัวกับไข้หวัดนก H5N1 มีความเป็นไปได้เหมือนกัน

...

ตอนนี้ H1N1 ระบาดอยู่ในทวีปอเมริกา-ยุโรปเป็นหลัก ส่วน H5N1 สะสมอยู่ในสัตว์ปีกทางเอเชีย... ถ้าให้มันอยู่ไกลๆ กันไว้น่าจะดี

แต่ถ้ามันเกิดจับคู่จู๋จี๋กัน (ไวรัสมีกระบวนการแลกเปลี่ยนยีนส์ หรือสายพันธุกรรมกันได้คล้ายๆ กับการแลกเปลี่ยนเงินตราหรือ 'swap') เป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาละก็... ตัวใครตัวมันละทีนี้

... 

 

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

... 

ที่มา                                                     

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >  > 2 พฤษภาคม 2552.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.