เมื่อเราเข้าใจเรื่องต่าง ๆ แล้ว เราไม่ยึดมั่น เมื่อเข้าใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็ทำให้เราอยู๋ในโลกอย่างไม่ติดกับโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างผู้มีปัญญา ซึ่งเป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด
ชีวิตคือการแสดงละครใช่ไหม ? ตัวละครออกมาแสดงแล้วเข้าโรงไปเมื่อถึงเวลา ฉะนั้น ชีวิตก็เหมือนละคร เราจริงจังกับละครมากก็ไม่ได้ จริงจังในชีวิตมากก็ไม่ดีเหมือนกัน ดังมีบทกลอนสอนไว้ว่า
"ชีวิตคือโรงละคร ปวงนิกรเราท่านเกิดมา ต่างร่ายรำทำทีท่า ตามลีลาของบทละคร บางครั้งก็เศร้า บางคราวก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ หัวอกสะท้อน มีร้างมีรัก มีจากมีจร พอจบละคร ชีวิตก็ลา"
พอจบละครเราลาเข้าโรง แต่จบละครชีวิตนั้นเราลาลงโรง เราเข้าใจอย่างนี้ จะใช้ชีวิตอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นเกินไป
ข้อสำคัญก็คือว่า อย่าคิดเป็น เพอร์เฟกชั่นนิสต์ (Perfecionist) เป็นพวกที่ทำอะไรสมบูรณ์ที่สุด ฉันดีที่สุดคนเดียว นั่นยึดมั่นในตัวตนเกินไป ควรปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
รู้ ๓ บันดาลสุข ไตรลักษณ์ในชีวิตประจำวัน/พระธรรมโกศาจารย์
ถ้าไตรลักษณ์คือรุ้ ๓
แล้ว ขันธ์ ๕ จะเรียก รู้๕ ได้ไหม?
จะประยุกต์กับชีวิตได้อย่างไร?
ใครทราบช่วยตอบทีครับ
ปล ขอบคุณครับ