เมื่อทำบุญ สิ่งที่แทบขาดไม่ได้เลยนั้นคือ “กรวดน้ำ” ทุกวัดจึงมักเตรียมอุปกรณ์ให้ญาติโยมเพื่อความสะดวก ทั้งที่ใส่น้ำ แก้วจานแล้วแต่จะนิยม
จะกรวดน้ำเพื่ออะไรก็ตามที ถ้าจะให้สมบูรณ์ยิ่งก็ควรที่จะกรวดน้ำให้ตน ทุกคน รวมถึงประเทศไทยเราด้วย เพื่อให้ประเทศเรายั่งยืน ทั้งยังจะอบอวลไปด้วยความรู้สึกดีๆของกันและกัน
นี้ก็จะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ เป็นวันเถลิกศกขึ้นปีใหม่ไทย โดยปฏิทินไทยกำหนดให้วันที่ ๑๓ -๑๕ เมษายน ของทุกปีเป็นเทศกาลสงกราต์ และเป็นวันหยุดราชการ ซึ่งสังคมไทยก็ถือกันว่าระยะดังกล่าวเป็นวันครอบครัวด้วย เพราะลูกๆหลานๆญาติพี่น้องได้มีโอกาศมาอยู่รวมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งทำบุญที่วัด สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ก่อเจดีย์ทราย เล่นสาดน้ำปะแป้ง ได้ทั้งบุญ ความอบอุ่น สนุกสนาน
ก่อนไปสนุกสนานอย่างอื่น ก่อนที่จะสนุกสนานรื่นเริง ประเพณีไทยเราก็จะไปทำบุญที่วัดกันก่อน ภาพที่ขาดไม่ได้เลยหลังถวายภัตตาหารเรียบร้อยพระฉันเสร็จ พระคุณเจ้าจะให้พร โดยเริ่มจาก ยถา...และพระรูปรองรวมไปถึงทุกๆรูปถึงสามเณร ก็จะรับ สัพพี..แล้วก็สวดมนต์ให้พรไปจนจบ นี่ก็เป็นที่มาของคำว่า “ยถาสัพพี”
ระหว่างที่พระท่านยถา..ภาพที่ชินตา และขาดไม่ได้ก็คือ การกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติมิตร และสรรพชีวิตที่ล่วงลับไปแล้ว โดยอุบาสกอุบาสิกาจะนั่งด้วยท่าสุภาพแล้วประคองน้ำที่อยู่ในแก้วหรือภาชนะอื่นค่อยๆเทลงภาชนะอีกชั้นหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งประคองไว้ที่หน้า เป็นท่าคำรพนบน้อบ น้ำจะไหลไปตามจังหวะที่พระท่านยถา ช่วงสุดท้ายพระท่านจะทอดเสียงยาวคำว่า ย.ถา....คุณโยมก็เทน้ำจนสุดสิ้นสายน้ำพร้อมๆกับที่พระท่านสุดเสียง เมื่อพระรูปรองๆลงมารับสัพพี ผู้กรวดน้ำก็จะเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าอิ่มบุญ แล้วพนมมือรับพรไปจนจบ
แล้วก็นำน้ำนั้นไปเทยังต้นไม้ใหญ่ หรือเล็กแล้วแต่จะมีในสถานที่ หรือแม้แต่ล้านดินสะอาดๆ เพื่อเป็นช่องทางสื่อส่งบุญ ดังไปรษณีย์รับฝากบุญไปให้ผู้ที่ตั้งใจอุทิศให้
ปริศนาธรรม ที่ได้จากการกรวดน้ำนั้น มีนัยที่แฝงไว้ให้ได้แก้ปริศนาคือ ท่านกำลังจะสอนให้พุทธศาสนิกชนได้มีอนุสติ ระลึกไว้เสมอๆว่า ชีวิตของคนเรานั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน วันเวลานั้นไม่เคยคอยใครผ่านแล้วผ่านไป ถ้าใช้อย่างประมาทไร้สติไม่ประกอบไปด้วยปัญญา จะทำให้เสียเวลาของชีวิต ที่ทุกๆคนมีเท่าๆกัน จึงให้พิจารณาจากสายน้ำที่เรากรวดนั้นว่าไหลแล้วไหลเลยไม่เคยกลับขึ้นมาบนภาชนะที่เทลงไป
อานิสงค์ และเรื่องเล่าของการกรวดน้ำ ในครั้งพุทธกาล ลูกของเศรษฐีเสียชีวิต ด้วยความรักลูกมาก จึงได้สร้างบ้านน้อยๆไว้กลางป่า มีของใช้สารพัดเพื่อให้ลูกได้อยู่อย่างสะดวกแม้ตายไปแล้ว พร้อมกับได้ให้คนรับใช้นำอาหารอย่างดีไปส่งถึงที่ทุกๆวันมิได้ขาด ด้วยเกรงว่าลูกจะหิว เวลาผ่านไปวันหนึ่ง คนรับใช้นำอาหารไปส่ง ระหว่างทางวันนั้น น้ำท่วมไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงเดินกลับระหว่างทางก็ได้พบกับพระภิกษุสงฆ์ จึงตัดสินใจถวายอาหารเหล่านั้น และกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้กับลูกเศรษฐี พอตกดึกเศรษฐีนอนหลับ ลูกชายได้มาเข้าฝันบอกว่า ตั้งแต่ลูกตายไปไม่เคยได้กินอาหารหรือน้ำเลยหิวมากๆ แต่วันนี้ลูกได้กินเป็นวันแรก ขอบคุณพ่อมากๆ เมื่อตื่นเศรษฐีจึงได้เรียกคนรับใช้มาสอบถามก็ได้ความตามที่เล่ามา จากนั้นเป็นต้นมาเศรษฐีก็ได้ทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้ลูก แทนการนำของไปวางไว้ให้ ที่อาจเป็นอาหารของนกของกา และผลบุญไม่ถึงลูกด้วย
จะใช้คำพูดว่าอย่างไรระหว่างกรวดน้ำ นี้เป็นคำถามของบางคนที่กังวล เพราะเกรงว่าผลบุญจะไม่ถึงผู้รับ ด้วยพอศึกษามาทางพุทธศาสนาบ้าง ข้อกังวลนี้เบาใจได้ ทางพุทธศาสนานั้น พุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน” จะพูดอย่างไรก็ได้ เพียงพูดดีๆออกชื่อหรือไม่ก็ได้โดยมีใจมุ่งหวังให้เขาได้รับ หรือจะใช้คำกรวดน้ำแบบสั้น ดังนี้ “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหตุ ขอบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลาย ของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลาย จงเป็นสุขๆ เถิด”
คำว่าญาติ มิได้หมายถึงคนสนิทชิดเชื้อเราแต่ฝ่ายเดียว ในที่นี้รวมถึงทุกๆคน ที่ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกหมู่เหล่า ถ้าเป็นคนไทยก็คนไทยด้วยกันทุกผู้คน
การกรวดน้ำก็เป็นวิธีหนึ่งของการแผ่เมตตา ยกโทษ ให้อภัยซึ่งกันและกัน การยกโทษให้อภัยเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง การกระทำเช่นนี้สามารถอนุโลมได้ถึงผู้ยังมีชีวิตอยู่ ไม่จำกัดเฉพาะว่าจะกรวดน้ำแผ่นเมตตาอุทิศส่วนกุศลให้คนตายเท่านั้น คนเป็นๆนิ้ยิ่งดี เพราะคนเป็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังต้องร่วมปฏิสัมพันธ์กัน ยังต่ออยู่เห็นหน้ากันไปอีก การให้อภัยกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงน่าจะยากกว่าการให้อภัยผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ผู้ที่ทำในสิ่งที่ยาก ในสิ่งที่ผู้อื่นทำได้ยาก ผู้นั้นประเสริฐกว่า
เพื่อไม่ให้คำทำนายของโหรดังๆ หลายๆท่านที่ออกมาทำนายดวงเมืองประเทศไทย ด้วยเจตนาที่เป็นห่วงและเตือนสติสาธารณะชน เราทุกคนถึงไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ควรนำทักท้วงนั้นมาพิจารณา เพราะนี่คนทัก จิ้กจกทักยังสะดุ้งเลย
นองเลือด ปะทะเดือด อย่าให้เกิดขึ้นเลย มีแต่สูญเสีย และแพ้กับแพ้ ไม่มีใครชนะ เราเห็นภาพล่วงหน้าแล้วทำไมไม่หยุดเหตุเสียก่อน เรามีสติและปัญญาพอที่จะทำได้
เหตุการณ์ที่กำลังจุดประทุอยู่ทุกวันนี้ มาจากแนวความคิดทางระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่ตรงกัน ในทางธรรมชาติหลักการที่เป็นจริงนั้นมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่ค้นพบ จึงได้วุ่นวายสับสน
ความวุ่นวายสับสนจะแก้ไขไม่ได้เลย ถ้าไม่หยุดกันคนละก้าวสองก้าว นิ่งแล้วใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบ ปัญญาก็จะเกิด สุดท้ายจะเห็นทางสว่างทางรอดของประเทศไทย วันนั้นเราทังหมดทั้งมวลก็จะไม่แพ้ แต่จะ “ชนะและชนะ” ด้วยกัน
ผมทุกๆท่านทุกหมู่มิตรบริวารของทุกกลุ่มที่กำลังมีความแตกแยกทางความคิด ให้หยุด หยุดคิดในวันเถลิกศกปีใหม่ของไทยนี้ เพื่อเข้าวัดทำบุญ กรวดน้ำแผ่เมตตาให้กันและกัน แล้วใช้ช่วงโอกาศนี้ไตรตรองอย่างผู้มีปัญญา ก็จะทำให้ได้เกิดแนวคิดอย่างอริยะเพื่อนำมาร่วมกันแก้ปัญหาชาติ แทนที่จะแพ้กับแพ้ ก็จะมีแต่ชนะและชนะ ทั้งตัวผู้ทำเองสูงสุดคือชาติและประชาชน
อย่าให้บทสรุป เป็นดังกรณีปราบปรามการประท้วงในพม่าเลย เป็นห่วง