43.ใคร่ครวญความคิดมนุษย์ ผ่าน ถ้อยประท้วงของคนป่า


โลกนี้คือแม่ของเรา สิ่งที่บังเกิดขึ้นแก่โลก ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรธิดาของโลกด้วย

อยากให้....ได้อ่านบทความนี้ร่วมกัน

เพื่อรับรู้ว่า...ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ความเหลื่อมล้ำของมนุษย์...ผู้ซึ่งมองคุณค่าของธรรมชาติแตกต่างกัน

เป็นงานเก่าที่อ่านเมื่อไร ก็ประทับใจ และสะท้อนใจในขณะเดียวกัน

 

   ถ้อยประท้วงของคนป่า

 

ในปี 1954 หัวหน้าคนขาวในวอชิงตัน

ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอซื้อผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของชนเผ่าอินเดียน

โดยจะจัดเขตสงวนสำหรับชาวอินเดียนแดงไว้ให้โดยเฉพาะ

จดหมายตอบของหัวหน้าเผ่าอินเดียนที่ซีแอตเติ้ล

ณ ที่นี้ .... จดหมายฉบับนี้ได้ถูกนำลงพิมพ์ โดยไม่ถูกตัดทอน

ถือว่าเป็นข้อความที่ลึกซึ้ง งดงามที่สุด

ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเท่าที่เคยมีมา

 

..................

 

พวกท่านอาจซื้อขายผืนฟ้าได้หรือไร ?

และความอบอุ่นของผืนแผ่นดินนี้เล่า...อาจซื้อขายได้ละหรือ ?

สำหรับพวกเราแล้ว...

ความคิดเช่นนี้....ช่างเป็นความคิดที่ประหลาดนัก

 

ในเมื่อพวกเรามิได้เป็นเจ้าของความสดชื่นของอากาศ

ทั้งประกายระยิบระยับของสายน้ำ...ก็มิใช่สมบัติของเรา

เช่นนี้แล้ว...ท่านจะสามารถซื้อมันได้ด้วยหรือ ?

 

ทุกอณูอนุภาคของผืนพิภพนี้

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับประชาชนของข้าพเจ้า

ในทุกประกายของใบสน ในทุกเมล็ดของทรายชายฝั่ง

ในทุกเกล็ดหมอกในป่าไม้สีดำ  ในทุกๆ เสียงร่ำร้องอึงอลของหมู่แมลง

สิ่งเหล่านี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์และสูงค่าในห้วงความทรงจำ และในประสบการณ์ของประชาชนของข้าพเจ้า

น้ำหล่อเลี้ยงซึ่งซึมซาบอยู่ในลำต้นไม้ ได้หล่อเลี้ยงความทรงจำของตนเองไว้

 

ความตายของคนขาว...

ทำให้เขาหลงลืมถิ่นที่เกิดของตน  เมื่อเขาขึ้นไปเดินอยู่ระหว่างดวงดาว

แต่ความตายของเรา...

ไม่ได้หลงลืมโลกอันงดงามแห่งนี้  เพราะที่นี้คือ แม่ของคนแดง

 

เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก และ โลกก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา

ดอกไม้หอม คือ น้องสาวของเรา

ทั้งกวาง ม้า และอินทรีใหญ่ ต่างก็เป็นพี่น้องของเรา

ทั้งยอดผา น้ำหวานในทุ่งหญ้า ไออุ่นในตัวลูกม้า และในกายมนุษย์

สิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดต่างอยู่ร่วมในครอบครัวเดียวกัน

 

ดังนั้น เมื่อหัวหน้าใหญ่แห่งวอชิงตันได้ส่งข่าวมาว่า

เขาปรารถนาจะซื้อผืนดินของเรา เขาหวังจากเรามากเกินไป 

หัวหน้าใหญ่พูดว่า...

จะสงวนที่แห่งหนึ่งไว้ให้เพื่อเราจะได้อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย

เขาจะเป็นเหมือนดังบิดา และพวกเราจะเป็นดังบุตรของเขา

ดังนั้น เราจะพิจารณาข้อเสนอเพื่อขอซื้อผืนดินแห่งนี้

แต่มันก็คงจะไม่ง่ายนัก เพราะผืนดินแห่งนี้ เราถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์

 

ผิวน้ำที่ส่องประกายซึ่งเคลื่อนไหวแผ่วเบาอยู่ในลำธารและในแม่น้ำ

มันมิได้เป็นเพียงน้ำเท่านั้น หากแต่เป็นสายเลือดของบรรพบุรุษ

ถ้าเราขายแผ่นดินนี้ให้ท่าน .... ท่านจะต้องจดจำไว้เสมอว่า

มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และท่านจะต้องสอนลูกหลานว่า

ประกายสะท้อนของน้ำในในทะเลสาบนั้นมีวิญญาณ

และในชีวิตของชนเผ่าของฉัน

 

แม่น้ำ คือ พี่ชายของเรา 

มันช่วยดับกระหาย แม่น้ำช่วยหนุนส่งเรือแคนู และให้ลูกหลานได้ดื่นกิน

เราขายผืนดินนี้ให้ท่าน... ท่านจะต้องจดจำไว้และต้องสอนบุตรหลานของท่านว่า

แม่น้ำ คือ พี่ชายของเรา และเป็นพี่ของท่านด้วย

ท่านจะต้องให้ความเคารพและเมตตาแก่แม่น้ำ เหมือนดังที่ท่านให้แก่พี่ชายของตน

 

เรารู้ว่าพวกคนขาวไม่เข้าใจวิถีทางของเรา

ผืนแผ่นดินไม่ว่าแห่งนี้ หรือแห่งไหน ก็เป็นเช่นเดียวกันสำหรับเขา

เพราะเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า ผู้ซึ่งมาในยามค่ำคืน

และกอบโกยเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากผืนดิน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขาต้องการ

 

เขากระทำต่อโลกผู้เป็นแม่ และ ฟ้าซึ่งเป็นพี่

ดังประหนึ่ง เป็นสิ่งของซึ่งอาจซื้อขายได้

เขาปล้นและขายพ่อแม่ เหมือนดังแกะหรือลูกปัดสีเจิดจ้า

ความละโมบหื่นกระหายของเขา จะกัดกินทุกสิ่งในโลก

และเหลือไว้แต่เพียงทะเลทราย และดินแดนที่รกร้างว่างเปล่า

 

ฉันไม่รู้ได้ เพราะวิถีทางของเรา ต่างจากวิถีทางของท่าน

ภาพของบ้านเมืองคนขาว ทำให้นัยน์ตาของคนแดงเจ็บปวด

บางทีนี่อาจเป็นเพราะว่า คนแดงเป็นพวกป่าเถื่อน และไม่อาจเข้าใจท่านได้

 

ไม่มีที่เงียบสงบสักแห่งเดียวในเมืองของคนขาว

ไม่มีที่ที่เราจะไปนั่งฟังเสียงใบไม้แตกยอดอ่อน คลี่กางออกในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงถูปีกของแมลง

 

แต่บางที อาจเป็นเพราะว่า... พวกเราเป็นคนป่า จึงไม่เข้าใจวิถีทางของท่าน

สำหรับท่าน...เสียงเหล่านั้นมีแต่จะรบกวนระคายหูเท่านั้น

และชีวิตนี้จะมีอะไรหลงเหลืออยู่เล่า

หากคนไม่อาจได้ยินเสียงร้องเยือกเย็นของนกวิพพัววิล

หรือเสียงระงมของกบรอบๆ สระน้ำในยามค่ำคืน

 

ตัวฉันเป็นคนแดง และ ฉันไม่เข้าใจเลย

พวกเรา ชาวอินเดียนชอบเสียงนุ่มๆ ของลมที่พลิ้วผ่านผิวน้ำในสระ

เราชอบกลิ่นลมสะอาด ซึ่งถูกชะล้างโดยฝนเที่ยงวัน

เราชอบกลิ่นหอมจางๆ ของป่าสน

อากาศเป็นสิ่งทรงคุณค่าสำหรับคนแดง

เพราะชีวิตทุกชีวิตต่างมีส่วนร่วมในลมหายใจอันเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ ต้นไม้ คน ต่างร่วมอยู่ในลมหายใจนั้น

 

พวกคนขาวคล้ายดั่งไม่ได้สำเนียกในอากาศที่คนหายใจเข้าไปเลย

เหมือนดั่งคนที่ตายไปแล้วตั้งหลายวัน...ตายจนศพขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็น

 

แต่ถ้าหากว่าเราขายผืนดินนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำใส่ใจไว้ว่า ... อากาศเป็นสิ่งทรงคุณค่ายิ่งสำหรับเรา

อากาศนั้นได้แทรกซอนอยู่ในชีวิตจิตใจของสรรพชีวิต ที่มันหล่อเลี้ยงสายลม

ซึ่งให้ลมหายใจแรกแก่ปู่... ฝังโอบอุ้มเอาลมหายใจเฮือกสุดท้ายไว้ด้วย

 

และหากเราขายผืนแผ่นดินนี้ให้แก่ท่าน

ท่านจะต้องรักษามันไว้ดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์...

เพื่อให้เป็นสถานที่ที่แม้แต่คนขาวก็ต้องมาสัมผัสรับรู้ถึงสายลมด้

ซึ่งอบอวลอยู่ด้วยกลิ่นหวานของดอกไม้แห่งท้องทุ่ง

 

ดังนั้น เราจะพิจารณาขอเสนอของท่าน เพื่อขอซื้อผืนดินแห่งนี้

ถ้าหากเราตกลงใจยอมรับ เราก็จะขอตั้งเงื่อนไขประการหนึ่ง คือ

พวกคนขาวจะต้องปฏิบัติต่อสัตว์ป่าทั้งหลายในผืนดินแห่งนี้  ประดุจเช่นพี่น้องของเขา

 

ฉันเป็นคนป่า และไม่สู้เข้าใจวิถีทางอื่นๆ นัก

ฉันได้เห็นซากควายป่าเน่าเปื่อยผุพังนับพัน นอนเกลื่อนอยู่ในทุ่งกว้าง

ควายป่าเหล่านั้นถูกยิงโดยคนขาวที่นั่งอยู่ในขบวนรถไฟซึ่งผ่านไปมา

ฉันเป็นเพียงคนป่าและไม่เข้าใจว่า ม้าเหล็กที่ปล่อยควันดำนั้น จะสำคัญกว่าควายป่าได้อย่างไร

ซึ่งเราจะฆ่าก็เพียงเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น

 

คนจะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากสัตว์

ถ้าสัตว์ทั้งหมดพากันสูญสิ้นไปจากโลก

คนก็จะต้องตายด้วยความอ้างว้างจากแก่นของวิญญาณ

เพราะสิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้นแก่สัตว์...สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ในไม่ช้า

ด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกัน

 

ท่านจะต้องสั่งสอนบุตรหลานของท่านว่า

พื้นดินใต้เท้าของเขานั้น คือ เถ้าถ่านจากร่างกายของบรรพบุรุษของเรา

ดังนั้นเขาจึงต้องเคารพต่อพื้นดิน

 

จงบอกลูกหลานว่า...โลกนี้ ถูกทับถมเนืองแน่นอยู่ด้วยชีวิตของญาติมิตรพี่น้องของเรา

จงสอนลูกหลานของท่านดังเช่นที่เราสอนลูกหลานของเราว่า

โลกนี้คือแม่ของเรา สิ่งที่บังเกิดขึ้นแก่โลก ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรธิดาของโลกด้วย

ถ้ามนุษย์ดูแคลนแผ่นดิน ก็เท่ากับได้เหยียบตนเองด้วย

 

เรารู้ซึ้งถึงสิ่งนี้... โลกนี้มิใช่ของมนุษย์ คนต่างหากที่เป็นสมบัติของโลก

สิ่งนี้เรารู้... ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เหมือนดังสายเลือดในครอบครัวเดียวกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์

 

สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรธิดาของโลกด้วย

มนุษย์ไม่ใช่ผู้สานทอใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงเส้นใยหนึ่งในนั้น

สิ่งใดก็ตามที่เขาทำต่อข่ายใยนั้น ก็เท่ากับทำต่อตนเอง

 

แม้แต่กับคนขาว...

ซึ่งพระเจ้าทรงลงมาเดินเห็น พูดคุยกับพวกเขาอย่างฉันท์มิตร

ก็จะต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน เราอาจเป็นพี่น้องกันได้  แล้วเราจะได้เห็นความจริง

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเรารู้และคนขาวจะได้รู้สักวันหนึ่งข้างหน้า

ก็คือ พระเจ้าของเรานั้น คือ พระเจ้าองค์เดียวกัน.

 

พวกท่านอาจจะสำคัญผิดว่า ท่านอาจครอบครององค์พระเจ้าไว้เป็นของตน

ดังเช่นนี้ ท่านปรารถนาจะครอบครองแผ่นดินของเรา

แต่เชื่อเถิดว่า ท่านไม่มีวันจะทำดังนั้นได้

เพราะพระองค์ คือ พระเจ้าของมวลมนุษย์

และพระมหากรุณาของพระองค์ แผ่ปกไปอย่างเท่าเทียมกันเหนือคนแดงและคนขาว

 

โลกนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของพระองค์

และการเอาเปรียบทำร้ายโลก ก็คือ การลบหลู่ดูหมิ่นพระผู้สร้าง

เผ่าพันธุ์ของคนขาวก็เช่นกันจะต้องสูญสิ้นไป  บางทีอาจจะรวดเร็วกว่าเผ่าพันธุ์อื่นเสียอีก

หากท่านทำเตียงนอนให้เปรอะเปื้อนโสโครก ย่อมมีสักคืนหนึ่งที่ท่านจะอึดอัดขัดใจตาย

 

แต่ในความตายของท่านนั้น ท่านกลับทรงศักดายิ่ง 

ท่านถูกบรรจุด้วยพลังแห่งองค์พระเจ้า ทรงชักนำท่านมาสู่แผ่นดินแห่งนี้

และด้วยจุดประสงค์อันลี้ลับบางประการ ที่ได้ให้ท่านมีชัยเหนือดินแดนแห่งนี้

และมีชัยเหนือคนแดงด้วย

 

ชะตากรรมนี้เป็นสิ่งลี้ลับสำหรับเรา

ด้วยเราไม่อาจเข้าใจได้เลย เมื่อแลเห็นควายป่าถูกฆ่าฟันอย่างสนุกมือ

ม้าป่าถูกนำมาฝึกจนเชื่อง และป่าพงรกชัฏอันห่างไกลลี้ลับ กลับแปดเปื้อนเต็มไปด้วยกลิ่นอายมนุษย์

ทัศนียภาพของเนินเขาที่พืชผลสุกอร่าม กลับระเกะระกะด้วยสายโทรศัพท์

หมู่ไม้ แนวป่าอยู่ที่ไหน ... ล้วนหมดสิ้นไป

นกอินทรีหายไปไหน... สิ้นสุดพืชพันธุ์แล้วหรือ

 

นี่คือ จุดจบของสิ่งมีชีวิต และ เป็นจุดเริ่มต้นของการกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อสู้.

 

...................

แปลมาจาก  Aborigines

 

 

หมายเลขบันทึก: 257165เขียนเมื่อ 24 เมษายน 2009 22:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มิถุนายน 2012 01:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (9)

คนเมืองอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร ไม่อาจก้าวล่วง ผมคนบ้านนอกอ่านแล้วตื้นตันครับ ซึมไปชั่วขณะ ขอบคุณมากครับ

สวัสดีค่ะ

แต่สุดท้ายคนขาวก้อ่านไม่เข้าใจ

และรุกรานจนได้แผ่นดินไปครอบครอง

ผู้ใดได้อ่านบทความนี้

ย่อมทำให้เกิดสติและลึกซึ้งกับวิถีชีวิตที่ละเอียดอ่อน

ของคนป่าที่น่ายกย่องประทับใจ

กับชีวิตและธรรมชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

อย่างน่าอัศจรรย์

ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันครับ...

สวัสดีค่ะ

  • P
    1. บวร

    คนเมืองอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร ไม่อาจก้าวล่วง ผมคนบ้านนอกอ่านแล้วตื้นตันครับ ซึมไปชั่วขณะ ขอบคุณมากครับ

 

หากเมื่อไรที่มนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติ

มนุษย์ย่อมไม่เข้าใจสิ่งที่คนอินเดียแดงคิด

และเราก็จะไม่ต่างจากคนขาว ที่ใช้ธรรมชาติไม่ต่างจากวัตถุดิบในระบบอุตสาหกรรม

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ

  • P
    2. ตันติราพันธ์

    แต่สุดท้ายคนขาวก้อ่านไม่เข้าใจ

    และรุกรานจนได้แผ่นดินไปครอบครอง

 

ยินดีค่ะที่เข้ามาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ความคิดของมนุษย์ร่วมกันค่ะ.

สวัสดีค่ะ

  • P
    3. Mr.Direct
    ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันครับ...

 

ขอบคุณเช่นกันค่ะ...

  • ขอบคุณค่ะ
  • ตรงข้ามกับป่าคอนกรีตโดยสิ้นเชิง
  • อยากให้ทุกคนในโลกได้อ่าน

ทุกอณูอนุภาคของผืนพิภพนี้

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับประชาชนของข้าพเจ้า

ในทุกประกายของใบสน ในทุกเมล็ดของทรายชายฝั่ง

ในทุกเกล็ดหมอกในป่าไม้สีดำ  ในทุกๆ เสียงร่ำร้องอึงอลของหมู่แมลง

สิ่งเหล่านี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์และสูงค่าในห้วงความทรงจำ และในประสบการณ์ของประชาชนของข้าพเจ้า

น้ำหล่อเลี้ยงซึ่งซึมซาบอยู่ในลำต้นไม้ ได้หล่อเลี้ยงความทรงจำของตนเองไว้

....

เป็นถ้อยคำอมตะ งดงามยิ่งเหนือคำบรรยาย ความรู้สึก ...  คิดถึงๆ ขอบคุณค่ะ

สุดๆ

แม้ว่าผมจะได้อ่านช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีที่ได้อ่าน

และได้รับรู้ถึง ความเป็นอยุ่ ของชนเผ่า อินเดี้ยน

ผมชอบเป้นการส่วนตัวมานานมากแล้ว กับ ชนเผ่า อินเดี้ยน

น่าสงสาร กับการถูก ฆ่าล้างเผ่าพันธ์

และอเมริกา ยังมาตั้งชื่อมอไซอีก ว่า inidan เพื่อนๆ น่าจะคิดได้นะว่าเพราไร

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี