คุณแม่ของผู้เขียนเป็นคนใจดี ชอบคุย ชอบเล่าสิ่งต่างๆให้ลูกหลานฟัง ขณะนี้ท่านก็แก่มากแล้ว ถ้าไม่เอาเรื่องที่ท่านเล่ามาเขียนมาเล่าบ้างก็น่าเสียดาย จึงขอบันทึกเรื่องเล่าอันเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านที่สนใจได้อ่านกัน

       เมืองไชยา หรืออำเภอไชยา เป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และมากด้วยประเพณีที่งดงามมาช้านาน ประเพณีต่างๆเหล่านี้ล้วนช่วยร้อยรัดประชาชนให้อยู่ด้วยความสามัคคีและสันติสุข ปัจจุบันอำเภอไชยาเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดที่มีคำขวัญว่า เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ นั่นเอง 

     ประเพณีลากพระหรือชักพระของอำเภอไชยา มีขึ้นในวันหลังออกพรรษา 1 วันตามความเชื่อในพุทธศาสนาว่า วันนี้พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการเทศนาธรรมโปรดพุทธมารดาจากดาวดึงส์ เมื่อพระองค์กลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงจัดทำบุษบกเพื่อให้พระองค์ประทับ และนำอาหารใส่บาตรพระพุทธองค์ ด้วยชาวพุทธที่มารับเสด็จมากมาย พระองค์จึงไม่สามารถรับบิณฑบาตรได้ทั่วถึง พระองค์จึงให้มัดทำเป็นข้าวต้มและโยนลงบาตรพระพุทธองค์ จากความเชื่อดังกล่าวเมื่อถึงวันนี้ ชาวบ้านอำเภอไชยาจึงจัดทำเรือพนมพระ จัดทำบุษบกนำพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ขึ้นบุษบก และทำข้าวต้มเป็นส่วนหนึ่งของขนมสำหรับตักบาตรพระ ในอำเภอไชยาเมื่อผู้เขียนยังเด็กก็จะมีการทำเรือพนมพระอยู่ 2 วัดคือ วัดพระบรมธาตุไชยา และวัดประสพชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดใดก็พาลูกหลานไปลากเรือพระ หรือเรือพนมพระที่วัดนั้น และวัดชนะก็จะมีชื่อเสียงเป็นหน้าตาของชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดนั้น และถือว่าเป็นบุญกุศลที่ได้ลากพระหรือชักพระด้วย และนอกจากนั้นทุกๆบ้านก็ทำข้าวต้มห่อใบกระพ้อเพื่อตักบาตรพระที่นิมนต์มาจากทุกวัดในอำเภอไชยา ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เด็กๆดีใจที่จะได้ไปทำบุญตักบาตรและลากพระหรือไปดูการลากพระในวันรุ่งขึ้น

       คุณแม่เล่าให้ฟังว่าชาวไชยาเชื่อกันว่า ถ้าวัดพระบรมธาตุไชยาชนะ ข้าวจะแพง ถ้าวัดประสพชนะข้าวจะถูก และถ้าตอนตักบาตรหัวถนน(ในสี่แยกตลาดไชยา) มีข้าวหกเยอะ ข้าวจะถูก ถ้าปีใดข้าวหกน้อยหรือไม่หกเลยข้าวจะแพง ตอนเด็กๆจึงเชียร์ให้วัดพระบรมธาตุไชยาชนะทุกปี เพราะอยากให้ข้าวมีราคาแพง คุณแม่จะได้ขายข้าวได้ราคามากขึ้น วัดสองวัดนี้ระยะห่างจากตลาดใกล้เคียงกัน พอผู้เขียนโตขึ้นหน่อยจึงเข้าใจว่า ที่ชาวไชยามีความเชื่ออย่างนี้เพราะชาวไชยาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมคือทำนาเป็นส่วนใหญ่ ทิศตะวันออกของไชยาติดต่อกับทะเล ถัดจากนั้นจะเป็นทุ่งใหญ่เป็นผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ ผู้เขียนจำได้อย่างแม่นยำว่า เวลาไปตลาดสิ่งที่คุณแม่สั่งให้ซื้อคือกะปี หัวหอม กระเทียม เท่านั้นนอกนั้นก็ไม่ต้องซื้ออะไรเลย เพราะทุกอย่างมีพร้อมแล้ว ชาวนายากจนแต่ไม่อดอยาก ผักก็ปลูกเองบ้าง เก็บในธรรมชาติ ในท้องทุ่งนาบ้าง ไข่ไก่ ไข่เป็ดก็มีกินเพราะเลี้ยงเอง ปลาก็หาได้ตามท้องนาไม่ขัดสน แต่ชาวนาปีหนึ่งจึงจะขายข้าวสักครั้ง และต้องเก็บไว้เพื่อให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนกัน ข้าวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจของชาวไชยา

       ในปัจจุบันประเพณีลากพระก็ยังมีอยู่และทำกันหลายวัด ความเชื่อข้างต้นหมดไป ชาวไชยาแปรเปลี่ยนนำต้นปาล์มไปปลูกในพื้นที่นาแทน เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่เห็นว่าอะไรที่ชาวบ้านนำพื้นที่เพาะปลูกข้าวมาปลูกเป็นอย่างอื่น ผู้เขียนก็เคยคิดเหมือนกันว่าในอดีตเกิดสงครามสองปีชาวไชยาก็ไม่อดตายเพราะมีข้าวกิน

       ปัจจุบันเกิดสงครามสักเดือน ถนนถูกปิดข้าวจากอิสานบรรทุกลงมาไม่ได้ เราก็คงได้กินลูกปาล์มแทนเป็นแน่แท้เลย...แต่คงไม่มีกรณีอย่างนี้หรอกนะ

       ทุกอย่างที่คุณแม่เล่านั้น ล้วนตรงกับความเชื่อทางศาสนาพุทธตามที่ผู้เขียนได้เรียนหนังสือในโรงเรียนในเวลาต่อมา ส่วนความเชื่อของคนไชยาเกี่ยวกับประเพณีการลากพระ ส่วนนี้แหละที่ไม่มีในหนังสือ ผู้เขียนจึงต้องบันทึกไว้ให้ผู้สนใจได้อ่านกัน คุณแม่ผู้เขียนมีความรู้มากทีเดียวทั้งที่ท่านจบแค่ ป.4 เท่านั้นเอง ท่านมีความรู้จากประสบการณ์และการบอกเล่ามาเช่นกัน

                        เรือพระบก หรือเรือพนมพระ ของอำเภอไชยา