สังคมที่มีคนได้เปรียบสูงเสียเปรียบสูง มีช่องว่างทางสังคมสูง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง เป็นสังคมที่ไม่มั่นคงโดยธรรมชาติ

บันทึกความคิดระหว่างวิกฤตชาติ

 

๑๓ เม.ย. ๕๒

 

วิกฤตการเมืองไทยระลอกใหม่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ เม.ย. มาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของสงกรานต์    และเป็นวันผู้สูงอายุด้วย    จึงขอบันทึกความคิดของผู้สูงอายุคนหนึ่งในสภาพหน้าสิ่วหน้าขวานของบ้านเมืองครั้งนี้   โดยที่ผมเข้าใจว่าตนเองไม่เป็นทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อน้ำเงิน   ผมอยากให้บ้านเมืองสงบสุข   และสังคมไทยเป็นสังคม เรียนรู้    ช่องว่างระหว่างสังคมลดลง โดยที่คนส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น    การเอาเปรียบระหว่างกันลดลง    

 

·         ผมชื่นชมนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่มีความสุขุม อดทน   และเข้าใจยุทธศาสตร์ของฝ่าย เสื้อแดงจัด ที่ต้องการชวนประชาชนที่ สีแดงจางๆ  ออกมาสร้างความวุ่นวาย    ท้าทายอำนาจรัฐ   

·         เห็นได้ชัดเจน ว่ากลุ่มแกนนำเสื้อแดงทำงานให้แก่บุคคลหนึ่งที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ   เพื่อชัยชนะ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร    ต้องการยึดอำนาจรัฐหรือเปล่า    แต่เขาประกาศว่าคู่ต่อสู้ของเขาเป็นถึงประธานองคมนตรี และองคมนตรีบางคน   เขาเรียกร้องให้ท่านเหล่านี้ลาออก    โดยที่ใครๆ ก็รู้ว่าการแต่งตั้งและให้ออกจากองคมนตรีเป็นอำนาจของในหลวง

·         ฟังจากข่าว ถ้อยคำของบุคคลที่บงการอยู่ในต่างประเทศ บ่งบอกว่า เขาต้องการทำการปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐ 

·         ผมมีข้อสงสัยว่าคนกลุ่ม เสื้อแดงจัด มีมากแค่ไหน   ผมเดาว่าไม่มาก   เดาว่าที่เข้าไป ม็อบ และก่อความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการปลุกระดม   ไม่ใช่ขับดันโดยอุดมการณ์

·         ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและฝ่ายรักษาความสงบ จึงน่าจะหาทางแยกคนกลุ่ม สีแดงจางๆ ออกจากกลุ่มรุนแรง   อย่าลืมยุทธศาสตร์ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของพรรคคอมมิวนิสต์สมัย ๓๐ ปีก่อน    

·         ผมเข้าใจว่า กลุ่มคนที่ถูกปลุกให้สร้างความวุ่นวายนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนชอบรุนแรง ต้องการปลดปล่อยความคับแค้นภายในใจของตน   การดำเนินการกับคนเหล่านี้จึงต้องเข้าใจจิตวิทยาของการต้องการเป็นคนสำคัญ   และจิตวิทยาของคนที่ถูกสังคมรังแกเบียดเบียน   มีทางใช้แนวทางการทูตกับหัวหน้าของกลุ่มคนเล็กๆ แต่ละกลุ่มเหล่านี้ไหม   หน่วยสืบราชการลับมีข้อมูลของบุคคลเหล่านี้ไหม   หลักการสำคัญคือ อย่าทำตัวเป็นศัตรูกับคนเหล่านี้    อย่าเห็นเขาเป็นศัตรู

·         ตอนนี้คนในชาติของเราแตกแยกกัน   แบ่งเป็นฝักฝ่าย    แม้คนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ทำหน้าที่แบบเป็นกลาง   หลายคนอาจทำตัวเป็นหนอนบ่อนใส้   ดังนั้นการปิดลับแผนการณ์ต่างๆ จึงยากมากที่จะไม่รั่วไหล

 

๑๔ เม.ย. ๕๒

 

·         เช้าวันที่ ๑๔ ผมดีใจมากที่ประกาศของนายกอภิสิทธิ์เน้นการขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันรักษาความสงบ   และได้รับรู้จากข่าวของสื่อมวลชนว่า ในหลายพื้นที่ประชาชนได้รวมตัวกันออกมารักษาความสงบเรียบร้อยของละแวกบ้านของตน   ไม่ยอมให้ม็อบเสื้อแดงก่อความรุนแรงและทำลาย   เป็นการปรับตัวของผู้คนที่ไม่เป็นฝ่ายใด รวมตัวกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยดูแลบริเวณละแวกบ้านของตน   นี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง

·         ผลจะออกมาอย่างไร   หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการปฏิรูปการเมือง    เพราะเห็นเด่นชัดว่า สังคมไทยในปัจจุบันมีการแบ่งแยกกันรุนแรงมาก   ทั้งแบ่งแยกโดยกระบวนการของนักการเมือง (เช่นอดีตนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าภาคใดอยากได้การสนับสนุนจากรัฐบาล ก็ต้องเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรครัฐบาล)   และที่แบ่งแยกตามธรรมชาติของวิวัฒนาการของสังคม   สังคมที่มีคนได้เปรียบสูงเสียเปรียบสูง   มีช่องว่างทางสังคมสูง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง เป็นสังคมที่ไม่มั่นคงโดยธรรมชาติ

·         ตอนเที่ยง ผมออกไปกินข้าวเที่ยงนอกบ้านกับลูกสาว   เปิดเว็บไซต์ด้วย พีดีเอ ทราบว่ากลุ่มเสื้อแดงประกาศเลิกชุมนุมก็โล่งใจ    ที่ไม่เกิดความรุนแรงขนาดที่ผู้คนล้มตายมากมาย   แม้ดูจากข่าวทีวีเห็นมีการทำลายรถประจำทางมากมาย   เห็นได้ชัดเจนว่ายุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างหนึ่งของ ๒ ฝ่าย คือการสร้างความรุนแรงยั่วยุให้เกิดจลาจลลุกลาม   อีกฝ่ายหนึ่งต้องการป้องกันไม่ให้ลุกลาม   ในที่สุดชาวบ้านในกรุงเทพก็ออกมาต่อสู้ป้องกันตนเอง (จนโดนปืนตายไป ๒ คนที่นางเลิ้ง และเป็นการตายเพียง ๒ คนในความวุ่นวายครั้งนี้) และทรัพย์สินของชุมชน    ชาวบ้านในกรุงเทพจึงกลายเป็นแนวร่วมของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เกิดจลาจล

·         นอกจากยุทธศาสตร์ก่อ/ป้องกัน จลาจลแล้ว ก็มียุทธศาสตร์ต่อสู้กันทางสื่อ เพื่อแย่งชิงความชอบธรรมของฝ่ายตน   ทั้งสื่อภายในประเทศและต่างประเทศ   ผมขอบันทึกไว้ว่า มีการกุข่าวเพื่อสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเกิดเรื่องทำนองนี้ทีไรมีการกุข่าวทุกที   เราเป็นคนเสพข่าวต้องกรองข่าวเป็น โดยที่หลายข่าวฟัง/อ่าน แล้วก็รู้ทันทีว่าเชื่อไม่ได้   แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่อยากเชื่ออยู่แล้ว   จิตวิทยาของมนุษย์นั้นซับซ้อน

 

๑๕ เม.ย. ๕๒

 

·         ไปยืม นสพ. รายวันจากบ้านลูกสาวมาอ่าน เพื่อทำความเข้าใจว่า นสพ. เขาวิเคราะห์เรื่องราวต่างแง่มุมกับที่เราเห็น/เข้าใจ อย่างไรบ้าง   ก็เห็นสัจธรรมว่าในกลุ่ม นปช. แกนนำก็มีความแตกต่างในความคิด จนในที่สุดแตกแยกกัน   เป็นกลุ่มรุนแรงสุดขั้ว กับกลุ่มที่มีเหตุผลกว่า

·         ในฝ่ายรัฐบาล ก็มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ ใจแดง   จึงทำหน้าที่แบบ ใส่เกียร์ว่าง   แต่โชคดีที่รัฐบาลตัดสินใจถูก ใช้ทหารเป็นแกนนำในการแก้ไขปัญหา   และฝ่ายทหารที่ทำหน้าที่รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์ก็ใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง   อ่านแผนที่ยุทธศาสตร์วางกำลังของทหารแล้วก็เห็นชัดเจนว่ามีหลักวิชา    ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงไม่มี   

·         ผมตั้งคำถามว่า เหตุการณ์นี้ให้บทเรียนแก่พวกเราคนไทยด้วยกัน ชาติเดียวกันอย่างไรบ้าง   จะช่วยให้เราหันหน้าเข้าหากันต่อสู้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน   หรือจะมุ่งต่อสู้เอาชนะกันเอง   หรือต่อสู้กันเองเพื่อสนองตัณหาของคนเพียงคนเดียว

·         แต่ในทางปฏิรูปการเมือง เห็นชัดว่า ต้องปฏิรูป   และต้องรับฟังเสียงที่แตกต่าง   เอื้อผลประโยชน์แก่กลุ่มผู้อยู่ในฐานะเสียเปรียบในสังคม   เอื้ออำนาจให้เขาได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม/บ้านเมือง    แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันกลุ่มคนที่อ้างประชาชน/ประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงหวังสร้างอำนาจและผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง   ยิ่งกดคนยากคนจนให้ตกต่ำ เพราะตกอยู่ในฐานคิดเป็นสาวกรอความช่วยเหลือ   สังคมประชาธิปไตยต้องส่งเสริมเอื้ออำนาจให้ผู้คนลุกขึ้นมารวมตัวกันช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือกันเอง   ไม่ใช่รอความช่วยเหลือจากนโยบายประชานิยม

 

๑๖ เม.ย. ๕๒

 

·         ฟังวิทยุระหว่างถีบจักรยานออกกำลังในตอนเช้า   เห็นได้ชัดเจนว่าการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงยังไม่จบ  

·         ทั้งหัวโจกในต่างประเทศและในประเทศ ยังใช้สื่อมวลชน สื่อสารยุแยงให้ประชาชนแตกแยกกัน

·         ผมจำได้ว่าหัวโจกในต่างประเทศสร้างความแตกแยกนี้ตั้งแต่เขาเป็นนายก   โดยการพูดออกทีวี/วิทยุ เป็นทำนองว่า จังหวัดที่อยากได้งบประมาณสนับสนุนเป็นพิเศษจากรัฐบาลต้องเลือก สส. พรรคของเขา    เป็นการแบ่งแยกประชาชนออกเป็นพวกเขากับพวกพรรคฝ่ายค้าน

·         ลูกสาวเล่าว่าเมื่อคืนดูทีวี ไทยพีบีเอส มีรายการที่ออกมาอธิบายสภาพสังคมไทย   ที่จะต้องเข้าใจความเหลื่อมล้ำที่เป็นพื้นฐานความไม่พอใจของคนชนบทส่วนหนึ่ง    ทำให้ยุแหย่ให้เกิดความไม่พอใจหรือสร้างกระแสประชานิยมง่าย  

·         ผมบอกลูกสาวว่ามองในแง่ดี ประเทศของเรามีการกระจายอำนาจออกสู่ท้องถิ่นมาก   อปท. หลายแห่งมีความเข้มแข็ง   เรามีกระบวนการประชาสังคม   มี พอช.  มีกฎหมายสภาผู้นำชุมชน    มีการเรียนรู้ของชาวบ้านผ่านกระบวนการ KM ท้องถิ่น   ผมมองว่าขบวนการที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างเป็นตัวของตัวเอง เป็นคุณต่อบ้านเมือง    ขบวนการที่ชักชวนให้ชาวบ้านมุ่งแต่จะรอรับ/เรียกร้อง ผลประโยชน์ที่คนอื่นหยิบยื่นให้ เป็นพิษแก่สังคมในภาพรวม

·         เมื่อเราออกไปในชนบท เราจะรู้สึกว่าบ้านเมืองของเราดีขึ้นมาก ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ทั่วถึงขึ้นกว่าเมื่อ ๒๐ ปีก่อนอย่างมากมาย   ทำให้การคมนาคมและการสื่อสารสะดวกขึ้นมาก   เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิต   แต่ก็เป็นดาบสองคม   เพราะกลายเป็นช่องทางสูบเอาทรัพยากรออกจากชนบทง่ายขึ้น   โดยที่คนชนบทนั่นเองที่ปล่อยให้ทรัพยากรไหลออก ผ่านการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น   ซึ่งเราก็มีขบวนการแผนแม่บทชุมชน ที่ช่วยให้ชาวบ้านรู้เท่าทันสังคมตลาด สังคมวัตถุนิยม    รัฐบาลที่ดีจะต้องส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อความเป็นตัวของตัวเองของชาวบ้าน ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สังคมพอเพียง สังคมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน   โดยร่วมกันขวนขวายและเรียนรู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบนฐานของตนเอง    ไม่ใช่บนฐานที่คนอื่นหยิบยื่น

·         ตัวอย่างการเรียนรู้ของชาวบ้านโดยใช้เครื่องมือ KM ของโรงเรียนชาวนา    น่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลใช้เป็นอาวุธต่อสู้ขบวนการเสื้อแดง    ที่จริงใช้เงินเพียงปีละ ๒๐๐ ล้านบาท จะสามารถสร้างกระแสพึ่งพาตนเองของชาวบ้านด้วย KM ได้ทั่วประเทศ    ถ้ารัฐบาลจะทำจริงผมยินดีเป็นหัวขบวนให้    โดยมีเงื่อนไขความคล่องตัวในการทำงาน การใช้เงิน    โดยยินดีให้มีคณะกรรมการ steering   และการประเมินแบบเข้มงวด    

·         ผมเป็นคนหน่อมแน้มในเรื่องอำนาจ คิดเพื่ออำนาจไม่เป็น    ที่บันทึกไว้เป็นบันทึกจากใจ คงจะใช้ไม่ได้ในสถานการณ์จริง

·         ผมพิมพ์ บันทึกความคิด/ความรู้สึก นี้ไว้เป็นรายวันแบบไม่กลับไปปรับปรุงแก้ไข    

 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ – ๑๖ เม.ย. ๕๒