“ลาก่อนดวงใจของแม่”

 

 

         ด้วยการดำเนินของโรคทีรวดเร็ว และการโหมงานอย่างหนักของเธอทำให้อาการของเธอทรุดหนัก

         แล้วทางเลือกที่เธอปฏิเสธมันตั้งแต่ต้นกลับถึงคราวต้องใช้มันเสียแล้ว เธอต้องได้รับการผ่าตัด

         ซึ่งการผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงมากรวามทั้งตัวเธอเองก็มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

         ปัจจัยเสี่ยงในการผ่าตัดยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก  หากแต่ในตอนนั่นทุกคนไม่มีทางเลือก

         ทุกอย่างจึงดำเนินไปตามขั้นตอนการรักษา 

      เวลาล่วงเลยไป 1 ชั่วโมงก็แล้ว ยังไม่มีใครรู้เลยว่าการผ่า ตัดเป็นเช่นไร “ปักปิ่น” และ “กลิ่นแก้ว” นั่งรอหน้า

ห้องผ่าตัดอย่างใจจดจ่อ พร้อมกับน้ำตาเจ้ากรรมที่เอาแต่พรั่งพรูไม่รู้หยุด ชั่วขณะ “ปักปิ่น"ก็เหลือบไปเห็น “ชายร่างสูง

ในชุดสีเขียว พร้อมกับหมวกและผ้าปิดจมูกแง้มประตูออกมา หากแต่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก “ปักปิ่น” และ “กลิ่นแก้ว”กุมมือ

กันไว้ด้วยเหงื่อที่เปียกชุ่ม สายตาจับจ้องไปที่ชายผู้นั้น ใจของทั้งสองเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ พวกเธอไม่รีรอรีบพุ่งตรงเข้า

หาชายผู้นั้นเมื่อสองเท้าเขาก้าวพ้นจากประตู ใจที่จดจ่อของทั้งสองรอว่าเมื่อไรชายผู้นั้นจะเอ่ยอะไรออกมาซักที ในที่สุด

การรอคอยจากชายผู้นั้นก็จบลง “ เสียใจด้วยนะครับ ทางเราพยายามสุดความสามารถแล้ว”  พอสิ้นเสียงของเขา

ร่างของ “ปักปิ่น” ทรุดลงกับพื้นอย่างคนไร้เรี่ยวแรง น้ำตาเจ้ากรรมยิ่งหลั่งไหลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ “กลิ่นแก้ว” ได้แต่

อึ้งกับคำตอบที่ได้รับโลกทั้งโลกของเธอดูมืดมนไปหมด

         น้ำตาที่เอ่อนองเต็มสองแก้มของเธอหยดลงกระทบพื้นอย่างไม่ขาดสาย เธอได้เพียงแต่ดึงร่างของ “ปักปิ่น”

ผู้เป็นน้องมาโอบกอดไว้ ภาพสองพี่น้องนั่งโอบกอดกัน พร้อมกับเสียงร่ำให้นั่น ทำให้ชายผู้มาส่งข่าวแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่

อยู่ เขาได้เพียงแค่หันหลังให้แล้วค่อยๆๆเดินถอยห่างออกไป “หมอค่ะ ขอเราเจอแม่เป็นครั้งสุดท้ายนะค่ะ”  เสียงที่สั่น

เครือดังขึ้น ทำให้เขาต้องหยุดชะงักแล้วหันตาม เสียงนั้นอย่างง่ายดาย พร้อมกับขานรับด้วยน้ำเสียงที่เห็นใจ “ได้ซิครับ” 

ว่าแล้วชายหนุ่มก็ไม่รีรอ เดินนำทางเธอทั้งสองไปพบแม่อย่างที่ใจของพวกเธอปรารถนา หลังจากที่ส่งเธอทั้งสองถึงที่

หมาย ชายหนุ่มก็ปล่อยให้พวกเธออยู่เพียงลำพัง

              ภาพแรกที่ปรากฏให้พวกเธอได้เห็น คือ ร่างของ “อรอิน” ที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด บนศีรษะ

  มีผ้าขาวพันรอบ ไม่มีร่องรอยของบาลแผลใดให้เห็น ร่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าราวกับคนที่นอนหลับเท่านั่นเอง

 “พี่แก้ว แม่หลับอยู่ใช่ไหม” “ปักปิ่น” เอ่ยขึ้น “แม่ไปสบายแล้วปิ่น” “กลิ่นแก้ว”เอ่ยพร้อมน้ำตา นั่นเป็นเพียงคำสั้นๆที่

 “กลิ่นแก้ว”ตอบน้องสาวไป เมื่อเสียงเอ่ยของ “กลิ่นแก้ว” จบลง  ทั้งสองเดินไปข้างเตียงโดยแยกนั่งกันคนละฝั่ง

 ความเสียใจที่เกินจะบรรยายถูกระบายออกมาผ่านน้ำตาที่กำลังร่วงหล่น อ้อมแขนทั้งสองข้างของพวกเธอโอบกอดไป

 ยังร่างของผู้เป็นแม่ด้วยความรักที่มีให้หมดทั้งใจ ไม่มีคำใดๆหลุดออกมาจากปากของพวกเธอนอกจากเสียงสะอื้น

 ในชั่วขณะเสื้อของ “อรอิน” ก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของลูกสาวทั้งสอง เหมือนเวลาที่จะได้อยู่กับผู้เป็นแม่จบลง

 เมื่อเจ้าหน้าที่ปรากฏตัวขึ้น  “ ขอเวลาอีกนิดนะค่ะ” “กลิ่นแก้ว” เป็นผู้เอ่ยขอ ไม่มีเสียงตอบรับจากคู่สนทนา

 มีเพียงใบหน้าที่พยักรับและหันหลังเดินจากไป

        เสียงร่ำให้ยังไม่จบลงแต่กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทั้งสองกอดร่างของผู้เป็นแม่เนิ่นนานเท่าไร

ภาพที่แสนหวานในวันวานก็ยิ่งผุดขึ้นมามากเท่านั้น  ในห้องที่มีแค่เธอสองคนและร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่ 

“ปักปิ่น” สัมผัสได้เหมือนมีสายตาอีกคู่หนึ่งเฝ้ามองเธอกับพี่สาวอยู่ มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากที่ความรู้สึกนั่นแวบขึ้นมา ทำให้เธอโน้มใบหน้าเข้าใกล้แก้มนุ่มๆของผู้เป็นที่เธอเคยจูบ แล้วใช้ริมฝีปากเรียวสวย

ของเธอจูบไปอย่างอ่อนโยน หากแต่เธอก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ น้ำตาที่ร่วงรินค่อยๆๆไหลผ่านแก้มของ “อรอิน”

 ไปอย่างอย่างช้าๆ สายตาของ “ปักปิ่น” ไม่ได้ละออกไปจากหยดน้ำตานั่น เธอเลื่อนเรียวปากที่จูบบนแก้มลงมาที่ใบหู

แล้กระซิบข้างหู “อรอิน” อย่างแผ่วเบา“ปิ่นรักแม่ค่ะ”

        เมื่อกลิ่นแก้วเห็นเช่นนั้นแล้ว ยิ่งทำให้เธอยากจะหยุดน้ำตาเอาไว้ได้ ในขณะที่สายตาเธอเพ่งมองไปที่

“ปักปิ่น” เธอเหลือบไปเห็นคราบน้ำตาที่พาดผ่านพวงแก้มของ “อรอิน” “กลิ่นแก้ว” ใช้มืออ่อนนุ่มของเธอเช็ดคราบน้ำตา

นั้นออก แต่กลับทำให้พวงแก้มของเธอมีน้ำตาพาดผ่านแทน เธอบรรจงเช็ดอย่างละเมียดละไม เฉกเช่นครั้งหนนึ่งที่เธอได้

เช็ดมันในวันที่เสีย “เจนกิจ” ไป  เธอโน้มตัวเข้าหาใบหน้าของผู้เป็นแม่แล้วก้มลงจูบบนดวงตาอย่างนุ่มนวล หลังจากนั้น

เธอค่อยๆเลื่อนขึ้นไปบรรจงจูบบนหน้าผาก  หากแต่ไร้เสียงเอื้อนเอ่ยใดๆ เพียง “กลิ่นแก้ว” ยกใบหน้าออกจากหน้าผาก

ของอรอิน ก็ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาทันที เธอทั้งสองจึงถอยห่างจากร่างของ “อรอิน” และหันหลังจากไปด้วยใจที่ร้าวรอน

           งานทุกอย่างเสดสิ้นลง เหลือเพียง “ร้านเพาะรัก” ที่ “อรอิน” ทิ้งไว้ให้ “ปักปิ่น” และ “กลิ่นแก้ว”

      ตามจุดประสงค์เธอ แม้วันนี้จะไร้ซึ่ง “อรอิน” ผู้เป็นแม่ แล้วก็ตาม เธอทั้งสองก็หาได้ท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                        พวกเธออยู่ได้อย่างเข้มแข็งเฉกเช่นที่ “อรอิน” ได้วาดหวังไว้

           การสานต่อ “ร้านเพาะรัก” เริ่มขึ้น สองพี่น้องยิ้มสู้กับปัญหา เพียงเพื่อหวังว่า นี่คือความสุขของแม่

           ในมุมหนึ่งของร้านจากห้องทำงานเล็กๆ ห้องนั่น เป็นที่ๆ “อรอิน” จัดเรียงหนังสือไว้ รวมทั้ง Diary

           เล่มสวยของเธอด้วย “กลิ่นแก้ว” เข้าไปในห้องนั้นด้วยใจที่คิดถึงผู้เป็นแม่เสียเหลือเกิน

           เธอหยิบ Diary ขึ้นเปิดอ่านโดยไม่ตั้งใจ เนื้อความใน Diary กลับมีชื่อเธอและ “ปักปิ่น”

                ผู้เป็นน้องปรากฏอยู่ จึงทำให้เธอนั่งลงเก้าอี้และตั้งใจอ่านมันด้วยใจที่ใคร่รู้

                                                                   

     “ ไม้งามของแม่เอ่ย หากวันใดที่ไร้ซึ่งแม่แล้ว แม่หวังเหลือเกินว่าเจ้าจะอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง

              เมื่อวันที่แม่จากเจ้าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เจ้าทั้งสองจะคิดถึงแม่บ้างหรือไม่

   วันที่แม่สิ้นลมหายใจใครเล่าจะเฝ้าถนอมเจ้าได้เช่นแม่บ้าง ต่อให้ใครมองเจ้าเป็นไม้ใหญ่บนผืนป่าเช่นไร

              แม่ยังคงมองเจ้าเป็นต้นกล้าเล็กๆที่โอนอ่อนตามสายลมและปรายฝนอยู่เสมอ

              เจ้าจะต้านแรงลมที่พัดผ่านได้เพียงใดเมื่อไร้ซึ้งไม้ใหญ่อย่างแม่กางกั้น 

เจ้าจะทนแสงแดดที่แรงกล้าได้นานแค่ไหนเมื่อไร้ซึ่งไม้ใหญ่ให้ร่มเงา แม่ห่วงเจ้าทั้งสองจนแทบไม่อยากห่างเจ้า

             แต่ด้วยอายุขัยไม้ใหญ่เช่นแม่เห็นจะอยู่กับเจ้าตลอดชีวิตของแม่ไม่ได้เสียแล้ว 

             จำไว้เถิดลูกยา เมื่อวันที่เจ้าได้เปิดอ่านข้อความที่แม่ได้เขียนไว้

วันนั้นกายของแม่คงจะสลายหายไปกับวันเวลาเจ้าจงอย่าโศกเศร้าไป จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าให้คุ้มค่า

และมีความสุข  เจ้าจำคำของแม่ได้อยู่หรือไม่ “ ในวันที่หมองหม่น ขอให้อยู่อย่างคนที่มีหัวใจ ไม่ใช่มีแต่ตัว”

             เจ้าจงทำให้ได้เช่นคำนั้น แม้กายแม่จะไม่อยู่เคียงข้างเจ้าอย่างวันวาน

             หากแต่ใจแม่ยังผูกพันกับเจ้าไม่ห่างหาย รักแม่คงอยู่กับเจ้าตลอดเวลา

             มันมากมายแค่ไหนแม่เองไม่อาจรู้ เจ้าจงลองนับเม็ดทรายในท้องทะเลดู

             หากวันใดที่เจ้านับได้ เจ้าคงจะรู้ว่าแม่รักเจ้ามากเพียงใดลูกเอย แม่เองก็รู้เพียงเท่านั้น

             สุดท้ายนี้ แม่ไม่มีคำใดจะบอกเจ้านอกจากคำว่า “ลาก่อนดวงใจของแม่” ……………….

         เพียงละสายตาออกจากประโยคสุดท้ายนั้น ครั้นก็ทำให้เธอต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง แต่เป็นน้ำตาที่เปี่ยมสุข

เสียมากกว่าความโศกเศร้า ความรักที่ไม่เคยมลายสิ้นของ “อรอิน” ถูกตราตรึงไว้ในใจของผู้เป็นลูกตราบนานเท่านาน....

        เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ใช้ให้คุ่มค่านะค่ะ ทำให้กับคนที่เรารักและรักเรารวมทั้งตัวเราเองด้วยอย่าปล่อยให้เวลาที่มีค่า

นั้นล่วงเลยไปโดยสูญเปล่า อย่าให้ตัวเองต้องมาเสียใจกับการปล่อยเวลาดีๆเหล่านั้นผ่านพ้นไปในขณะที่เรามีโอกาสที่จะทำ

มัน คนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ และอนาคตก็ไม่มีใครอาจรู้ได้เช่นกัน อย่ารอให้วันที่เราจะสูญเสียสิ่งนั้น

มาถึงเสียก่อน เราถึงคิดทำ หากเมื่อวันนั้นมาถึงแล้วคนที่เสียใจที่สุดคือตัวของคุณเอง ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่อง

 “เพราะรัก จึงเพาะรัก” นี้ มีความสุขกะชีวิตที่รายรอบด้วยความรักที่สวยงามนะค่ะ และขอบคุณที่เข้าติดตามกันค่ะ

ไว้เจอกันในงานเขียนชิ้นต่อไปค่ะ

 >>> กันเกรา