การได้สัญชาติไทยอีกวิธีหนึ่งที่มีความสำคัญเคียงคู่กับหลักสายโลหิต คือ หลักดินแดน(jus soli) การได้สัญชาติโดยหลักดินแดนนั้น หมายความว่า บุคคลใดก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลผู้นั้นย่อมได้สัญชาติไทย ตัวย่างในกรณี ของนายบูรพาเกิดในประเทศไทย จากมารดาที่เป็นไทย และบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีสัญชาติลาว นายบูรพาจึงมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน[1] โดยหาต้องคำนึงถึงสัญชาติของบิดาและมารดาด้วยไม่ การที่บิดาหรือมารดาไม่มีสัญชาติไทยหรือเป็นคนไร้สัญชาติหาได้มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญชาติของบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรไทยไม่ (เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของหลักดินแดน) ผลจากศึกษาผู้เขียนพบว่ากฎหมายไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกฎหมายไทยได้ยอมรับหลักการการได้สัญชาติตามหลักดินแดนมาตลอด เช่น ประเทศไทยได้มีกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเป็นฉบับแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเก้าเจ้าอยู่หัว คือ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3 บัญญัติว่า บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเป็นคนไทยคือ บุคคลผู้ได้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม[2] เรื่อยมาจนถึงประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2495[3] ต่อมาก็ได้มีการประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.2508 ในมาตรา 7 ได้บัญญัติไว้ว่า บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย (๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง จนกระทั่ง มาถึงปี พ.ศ. 2551 ก็ได้มีการดัดแปลงแก้ไขเพิ่มและได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายสัญชาติฉบับที่ 4
ตัวอย่าง ในกรณีของนาง บัวจันทร์
นางบัวจันทร์เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 อายุ 43 ปี (ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย) นางบัวจันทร์เกิดที่บ้านห้วยลึก (กอนคำ) หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิดออกโดยอำเภอเวียงแก่นเลขที่ 128/2549 ลงวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2549 และ ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ) บ้านเลขที่ 6/ล หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ) บิดาชื่อ นายเพ้า บุญยง เป็นคนเกิดในประเทศไทย มารดาชื่อนางบัวศรีซึ่งเป็นคนไทย เนื่องจากนายเพ้ามิได้จดทะเบียนสมรสกับนางบัวศรีซึ่งเป็นมารดาของนางบัวจันทร์ บุญยง จึงไม่ถือว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
สถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของนางบัวจันทร์ บุญยง
* นางบัวจันทร์ บุญยง ไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาโดยผลของมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2495 ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2499 แม้จะฟังได้ว่า บิดาเป็นคนสัญชาติไทยในขณะที่นางบัวจันทร์เกิด เมื่อบิดามิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด
* นางบัวจันทร์ บุญยง ไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลของมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2495 ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2499แม้จะฟังได้ว่า มารดาเป็นคนสัญชาติไทยในขณะที่นางบัวจันทร์เกิด และไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อนางบัวจันทร์มิได้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด
* แต่นางบัวจันทร์ บุญยง ได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา 7 (3) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2495 ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2499เพราะเกิดในประเทศไทย
* และในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515 นางบัวจันทร์ก็ไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อ 1 แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริง (1) นางบัวจันทร์เกิดในไทย (2) แต่มีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย กรณีจึงไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 จึงสรุปได้ว่า นางบัวจันทร์ยังมีสิทธิในสัญชาติไทย ไม่ถูกถอนสัญชาติไทยโดยกฎหมายนี้ การเสียสัญชาติไทยของมารดาไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิในสัญชาติไทยของนางบัวจันทร์
* แม้ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 นางบัวจันทร์ไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 7 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เพราะ (1) แม้นางบัวจันทร์เกิดในประเทศไทย (2) แต่ในขณะที่นางบัวจันทร์เกิด บิดาและมารดามีสถานะบุคคลเป็นคนสัญชาติไทย กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบตามที่กำหนดในมาตรา 7 ทวิ อันทำให้ไมเสียสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา 11 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
* นอกจากนั้น นางบัวจันทร์ยังได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 โดยผลของมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งสัญชาติไทยดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิดเช่นกัน
* ดังนั้น ในปัจจุบัน นางบัวจันทร์ บุญยง จึงมีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนมาตั้งแต่เกิด และโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 กล่าวคือ เป็นบุคคลสัญชาติไทยตั้งแต่เกิด และโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย ไม่จำต้องมีคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ได้สัญชาติไทย การปฏิเสธสิทธิในสัญชาติไทยของนางบัวจันทร์จึงมีผลเป็นการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย
ผ่านจากการศึกษาค้นคว้าตามกฎหมายตามข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่ากฎหมายไทยได้ยอมรับหลักการการได้สัญชาติโดยการเกิด และภายใต้เงื่อนไขตามข้อเท็จจริงถึงแม้ว่าบิดามารดาจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม บิดามารดาจะเป็นคนต่างด้าวหรือไม่ก็ตามและบุตรเกิดในราชอาณาจักรไทย ก็จะได้สัญชาติไทยภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยสัญชาติและตามคำประกาศของกฎกระทรวง
[1] รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายสัญชาติไทย, พิมพ์ครั้งที่4,กรุงเทพฯ : วิญชน,2548.น.80
[2] มาตรา 3 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456
“บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเป็นคนไทย คือ
(๑) บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่บิดาเป็นคนไทย แม้เกิดในราชอาณาจักรก็ดี เกิดนอกพระราชอาณาจักรก็ดี
(๒) บุคคลนั้นได้กำเนิดแต่มารดาเป็นคนไทย แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฏ
(๓) บุคคลผู้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยาม
(๔) หญิงผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเพณี
(๕) คนต่างประเทศผู้ได้แปลงชาติมาถือเอาสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติ”
[3] มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 บัญญัติว่าบุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(3) ผู้ที่เกิดในราชอาณาจักร