ดนตรีกับสังคมไทยทำอย่างไรจะเปลี่ยนค่านิยม

ดนตรีกับสังคมไทย ทำอย่างไรจะเปลี่ยนค่านิยม

 

ทำไมเด็ก จึงต้องเรียนดนตรี ทำไมเด็กจึงต้องฟังดนตรี ทำไมเด็กจึงต้องร้องเพลง ฯลฯ และจะมีคำถามอีกหลายคำถามที่เกี่ยวกับว่า ทำไม  จากคำถามดังกล่าวว่า ทำไมต้องเรียนดนตรีนั้น  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า ปรัชญาสังคมไทย ปรัชญาของการศึกษาไทย  ได้ให้ความสำคัญของวิชาดนตรีน้อยเต็มที ดนตรีเป็นวิชาที่ด้อยค่า ในสายตาของคนในสังคมและสายตาของนักการศึกษาไทย

สืบเนื่องมาจากศีลข้อ ในพุทธศาสนาให้ละเว้นการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี  เพราะเป็นข้าศึกแห่งกุศล ทำให้คนทั่วไปเหมาเอาว่า  ดนตรีทั้งหมดเป็นบาป ในเมื่อพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ คนไทยต่างก็ลังเลที่จะเรียน  ที่จะรู้ดนตรี  เพราะเป็นวิชาที่ไม่ทีแก่นสาร  เสียแรงเรียน  เสียแรงรู้  เมื่อคนแสวงหาความหลุดพ้นจากบาป  ดนตรีจึงเป็นวิชาที่แสลงใจที่ต้องเรียน

ครั้นมองไปที่วรรณคดี  ซึ่งเป็นผลงานของนักปราชญ์ในสังคม  ความคิดที่สะท้อนออกมาเกี่ยวกับดนตรีมีอยู่ด้วยหลายตอนด้วยกัน  จากวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ สามพราหมณ์ได้ถามพระอภัยมณีว่า

             ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน  ฤาใช้ได้แต่เที่ยวเกี้ยวผู้หญิง

        ซึ่งสามพราหมณ์ เป็นตัวแทนของคนทั่วไปที่ต้องการจะรู้คำตอบว่าดนตรี คืออะไร  เพื่ออะไร

        อีกตอนหนึ่งที่ท้าวสุทัศน์ ตรัสบริภาษพระอภัยมณีซึ่งเป็นโอรส เมื่อทรงทราบว่าพระอภัยมณีไปเรียนวิชาเป่าปี่มา

        อันดนตรีปี่พาทย์ตะโพนเพลง     เป็นนักเลงเหล่าโลนเล่นโขนหนัง

        แต่พวกกูผู้หญิงที่ในวัง             มันก็ยังเรียนร่ำจนชำนาญ

        ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้ทราบว่า  ดนตรีเป็นเรื่องของทาสและไพร่ คอยบำรุงบำเรอแก่เจ้านายเท่านั้น  ไม้ต้องร่ำเรียน เป็นวิชาชั้นต่ำ ไม่ควรคู่ที่จะนำมาศึกษาเล่าเรียน อย่างจริงจังแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม สุนทรภู่ถือได้ว่า  เป็นนักปราชญ์คนสำคัญที่กล้านำเอานักดนตรี  มาเป็นพระเอกของเรื่อง  และยังเป็นพระเอกที่เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์อีกด้วย  ทั้งนี้เพื่อยกฐานะทางความคิดว่า ดนตรีนั้นมีค่าสูงกว่าที่สังคมมอง

        จากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วง  แสดงถึงแนวคิดที่ว่า นางอัปสรทั้งหลาย หรือนางบำเรอทั้งหลาย  ที่เที่ยวดีดสีตีเป่า   บำเรอเจ้านายนั้น   ตายไปแล้วจะได้ไปเกิด  ในนรกอบายภูมิโลหกุมภี  ต้องเวียนว่ายตายเกิดชั่วพุทธันดร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ดนตรีนั้นเป็นบาปอย่างมหันต์ทีเดียว  ทำให้คนเกลียดและกลัวที่จะเรียนดนตรี

 

        ที่กล่าวกันว่า ดนตรีเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน  เป็นวิชาชั้นต่ำ  ก็สืบเนื่อง

มาจากวรรณคดีเรื่อง ระเด่นลันได ของพระมหามนตรีทรัพย์ ที่กล่าวว่า

        เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง  หาเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย  และมีอีกตอนหนึ่งที่กล่าวถึงระเด่นลันได ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องว่า ภูมีซบเซาเมากันชา  พระเอกเป็นนักดนตรี   ร้องเพลงสีซอขอทานและยังติดกันชาอีกด้วย  ภาพพจน์ของดนตรีจึงด้อยค่าลงไป

          แม้คติชาวบ้านทั่วไป ก็สอนกันต่อ ๆ มาว่าอย่าตีกลองแขก พาให้ใจแตกไม่เป็นผลหรืออีกบทหนึ่งที่สอนว่าอย่าร้องเพลงในครัวจะได้ผัวแก่  ซึ่งคติชาวบ้านเหล่านี้มุ่งย้ำเตือนว่า ดนตรีไม่ดี ดนตรีไม่ควรสืบทอดและไม่ควรศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น

        ครูดนตรีจะอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร นอกจากจะตอบคำถามของตนเองแล้ว จะต้องตอบแก่เด็ก  ผู้ปกครอง  เพื่อร่วมงานได้อย่างไรว่า ดนตรีเป็นสิ่งที่ดี และจะต้องรู้ ต้องเรียน  ซึ่งกล่าวอ้างสุนทรพจน์ ของนักปราชญ์ได้ดังนี้ว่า

        อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป  ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ เป็นเพียงแต่สุนทรพจน์ อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้  หรือบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่   ที่ทรงนิพนธ์ไว้ว่า ชนใดไม่มีดนตรีกาล  ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก

        การเรียนดนตรี เป็นการเรียนเพื่อสนองสุขภาวะ ทั้งทางกาย(ความสมบูรณ์ของมนุษย์)  จิต(เรื่องความคิดสร้างสรรค์) และสังคม  (เรื่องของศิลปวัฒนธรรม)

 

ส่งท้าย

 

            ไม่บังคับการฟังและการเล่น   เพื่อเป็นนักดนตรี

            ต้องสร้าง  รากฐาน ที่เป็นคนมีดนตรีในหัวใจ