เมื่อวานผมได้เข้าร่วมประชุมคณะทำงานคณะหนึ่ง ผู้เข้าประชุมมาจากหลายสังกัด หลายหน่วยงาน ทั้งผู้นำระดับจังหวัด อำเภอ และ ท้องถิ่น
ช่วงหนึ่ง ผู้เข้าประชุมท่านหนึ่งได้ปรารภมาว่า ทุกวันนี้ โรงเรียนและท้องถิ่น มีช่องว่างห่างกันมาก ในเรื่องของการที่จะแก้ปัญหาและพัฒนา “นักเรียน” ร่วมกัน
นั่นคือ ท้องถิ่น จะมีข้อมูลและใกล้ชิดกับนักเรียน ช่วงหลังเลิกเรียน ว่าเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์กับโรงเรียน เพื่อนำไปแก้ปัญหาและพัฒนานักเรียนให้ตรงจุด แต่ท้องถิ่นก็ไม่สามารถนำข้อมูลไปบอกโรงเรียนได้ เนื่องจากมีช่องว่างในการประสานงาน
เมื่อพูดจบ ก็มีผู้นำระดับจังหวัดท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า ท่านอยากเห็นโรงเรียนกลับไปเหมือนเดิม นั่นคือ บริหารโรงเรียนเป็นอำเภอ ทำให้โรงเรียนใกล้ชิดกับท้องถิ่นและชุมชน และ ท่านยังบอกว่าฝากบอกไปถึงท่าน ผอ. เขต ด้วยว่า เป็นไปได้ไหม ที่จะลองบริหารนอกกรอบดู โดยบริหารโรงเรียนเป็นอำเภอ เหมือนสมัย มี สำนักงานประถมอำเภอ
ผมเองก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไป เพราะเขาไม่ได้ถาม หรือ ไม่ได้ตำหนิติติงอะไร เพียงแต่เป็นการแสดงความคิดเห็น ผมก็ ได้แต่มองหน้ายิ้มๆ แล้วก็รับคำฝากมาครับ
ผมว่าทั้งสองแนวคิด ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจเหมือนกันครับ
ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนนานเลยครับ
แต่ยังระลึกถึงเสมอนะครับท่านรอง
...
ผมในฐานะคนนอกแวดวงการศึกษา แต่ก็มีความรู้สึกคล้ายๆ กับท่านที่บ่นมา
ผมรู้สึกว่า ระบบการศึกษาของประเทศเราจะทำให้ชุมชนล่มสลาย ครับ วิชาความรู้หลักๆ ที่สอน เน้นตอบสนองความต้องการของสังคมเมือง ระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเป็นหลัก
การศึกษาปัจจุบันของเรา ทำให้เด็กที่จบต้องมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัย จบแล้วก็ต้องหาที่ทำงานที่เป็นที่เชิดหน้าชูตา มีหลักมีฐาน มีความมั่นคง มีเงินเดือนสูงๆ จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ
แต่สิ่งนี้เองก็ดึงเอาเยาวชน คนรุ่นใหม่ออกจากแผ่นดิน ถิ่นเกิด ความอ่อนแอ ไร้พลังจึงเกิดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกวันนี้คนรุ่นหลังที่จะสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม เช่น การทำนา จากคนรุ่นปู่ย่า น้อยลงทุกที
คำถามของผมจึงเป็นข้อสงสัยส่วนตัวที่ว่า ประเทศเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหนกันแน่
หากเราอยากเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีระบบเศรษฐกิจที่ทันสมัย ก้าวหน้าไปด้วยเทคโนโลยี ก็คงต้องเดินหน้าไปตามสิ่งที่เป็นอยู่
แต่หากเราอยากเป็นประเทศเกษตรกรรมแบบพอเพียง ก็อาจต้องพิจารณาทบทวนว่าระบบการศึกษาสอดคล้องกันกับวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศหรือไม่
ผมเองก็ยังสงสัยอยู่ว่า ประเทศไทยในอีกสิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า จะมีภาพเช่นไร
สวัสดีค่ะ ท่านรองฯ
เมื่อวานก้อยได้ไปทานข้าวกับหพี่ครูโย่ง พี่พอลล่า น้องนา แก๊ง๕หน้าตาดีของเราค่ะ
คุยกับพี่โย่งว่าก้อยยังไม่เคยเจอท่านรองเลย.....มีโอกาสอยากพบนะค่ะ...
ระลึกถึงเสมอค่ะ^_^
ความคิดเห็นของท่านเป็นประโยชน์มากครับ ผมเห็นด้วยกับท่านทุกประการ
แต่แนวปฏิบัติจริง มันสวนทางกันครับ
ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวนี้ ครู ผู้ปกครอง ชุมชน โรงเรียน ห่างกันมากครับ
การบริหารเป็นอำเถอ ก็เหมือน สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแบบเดิมครับ
ขอบคุณมากครับ
คิดถึงทุกๆท่านครับ
ครูโย่ง พี่พอลล่า น้องนา แก๊ง๕หน้าตาดีของเรา
ขอบคุณมากครับที่ยังคิดถึง
การประสานความร่วมมือ เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป
ไม่งั้นงานสำเร็จยากนะคะ
อย่าว่าแต่ท้องถิ่นเลยค่ะ
ระหว่างโรงเรียนกับเขตฯก็มีช่องว่างค่ะ
เดี๋ยวนี้ครูท่านใดที่ไม่ค่อยได้ไปเขต ฯ
เมื่อได้ไปติอต่องาน เดินสวนกับเจ้าหน้าที่ ไม่รู้ใครเป็นใคร งง ๆ ค่ะ
ไม่มีการทักทายกัน มองหน้าแล้วก็เดินผ่านไปเฉยๆ
ในสมัยที่เป็น สปอ.รู้จักกันหมดทุกคนเลยค่ะ
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปเหมือนเดิม จะดูแลกันใกล้ชิดขึ้น
ศน.จะได้มีเวลาไปนิเทศโรงเรียนบ่อยๆ ไม่ใช่เทอมละ 1 ครั้ง
ขอบคุณมากค่ะ
หรือว่ารากเหง้าแห่งปัญหาที่แท้คือ "ช่องว่าง" ระหว่างคน
เมื่อ "ใจ" ไม่ได้สัมผัส "ใจ"
ช่องว่างมากมายจึงตามมา
ต้องร่วมมือกันพัฒนาครับ จึงจะเกิดคุณภาพอย่างแท้จริง
ขอบคุณมากครับ
เป็นอย่างที่ว่ามาจริงๆครับ ระหว่างเขต กับ โรงเรียน
มันมีช่องว่างมากเสียจนเป็นคนละพวกกันไปเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
มันคงเป็น "ช่องว่างระหว่างคน" อย่างที่ให้เหตุผลมานั่นแหละครับ
และที่มีช่องว่างระหว่างคน เพราะ "ใจ ไม่ได้ สัมผัส ใจ"
และที่ "ใจ ไม่ได้สัมผัสใจ" เพราะ บริโภคนิยม มันมากั้นเอาไว้หมดครับ
ขอบคุณมากครับ
ถ้าช่องว่างทางใจเยอะ
การใช้การสื่อสารแบบใจสัมผัสใจ
เช่น สุนทรียสนทนา
ผมคิดว่าน่าจะพอบรรเทาได้
ใช่ไหมครับท่านรองฯ
จับชุมชนกับโรงเรียนมาล้อมวงคุยกัน
จับโรงเรียนกับเขตมาหันหน้าเข้าหากัน
หรือจะเอาผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาคุยกันได้ก็ยิ่งดีนะครับ
ในส่วนของผมเอง ผมนั่งล้อมวงคุยกับผู้ปกครองบ้าง ผู้บริหารโรงเรียนบ้าง คุณครูผู้สอนบ้าง
โดยเริ่มจากการสร้างความคุ้นชิน ในความไม่คุ้นชิน และสื่อสารกันอย่างเป็นกันเอง ด้วยความจริงใจ
เป็นสุนทรียสนทนาเล็กๆ ได้ผลดีมากครับ
ได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และ ความรู้สึกที่ดี
แต่ในอีกหลายๆส่วน ยังไม่ขยับ ยังมีช่องว่างอีกมาก
ขอบคุณมากครับ
เรียนน้องsmallman
โต๊ะกลม ปูเสื่อนั่งค่ะ ครูต้อยทำเป็นประจำ เพราะถอดใจพูดกัน แก้กันได้ตรงจุด ช่วยกันทั้งบ้าน และโรงเรียน ปัญหาอื่นก็มี แต่หากมันยากเกนกำลังก็พักไว้ จะได้ไม่มาบั่นทอนกำลังใจตัวเอง ขอบคุณค่ะ
โต๊ะกลม ปูเสื่อนั่งคุยกัน ดีมากครับ เป็นสุนทรียสนทนาเล็กๆ
ที่ผ่านมา เรามักคุยกันอย่างเป็นทางการ แทบไม่ได้อะไร
ขอบคุณมากครับ