ในวารสาร Clinical Chemistry เล่มล่าสุดในหัวข้อ Citation Classic ได้นำ paper ที่ได้รับการอ้างถึงมาแล้ว 2895 ครั้งหลังจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี 1996 ในวารสาร Genome Research โดย Heid CA, Stevens J, Livak KJ, Williams PM ซึ่งพออ่านพบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องเอาขอเอามาฝากไว้ในบล็อกนี้ด้วย เพราะ paper นี้มีชื่อว่า The Beginning of Real-Time PCR นั่นเองค่ะ

 

ใน paper นี้เขาเล่าถึงการที่เทคนิค PCR เริ่มโตเต็มที่จนกระทั่งมีความพยายามที่จะใช้เพื่อหาปริมาณตั้งต้นของ target แต่เนื่องจากธรรมชาติของปฏิกิริยาจะมี 3 ระยะซึ่งพอถึง plateau phase การเพิ่มจำนวนก็จะหยุดลง ทำให้ปริมาณ product คงที่ ไม่ว่าจะตั้งต้นมาจาก target เท่าไหร่ แถมยังมีปัญหาเกี่ยวกับสารที่มีผลยับยั้งปฏิกิริยา PCR ซึ่งเป็นเรื่องปกติของปฏิกิริยาที่ใช้ enzyme นั่นเอง ซึ่งก็ได้มีความพยายามที่จะใช้เทคนิค Southern และ Northern blot ที่ใช้ radioactive probe ในการที่จะวัดปริมาณ nucleic acid แต่ก็ยังคงเป็นแบบกึ่งปริมาณเท่านั้น (semiquantitative)  

จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังถึงการค้นพบ Taqman ของ David Gelfand, Pam Holland และคณะ ทำให้เราได้รู้ว่าชื่อ Taqman นี้เขาตั้งเพื่อให้ล้อกับชื่อวิดีโอเกมรุ่นแรกๆอย่าง Pacman นั่นเอง รวมทั้งการที่ Russ Higuchi ได้ค้นพบวิธีใช้ ethidium bromide fluorescence เพื่อสังเกตปฏิกิริยา PCR ที่กำลัง run อยู่ได้ และการที่ Ken Livak และคณะค้นพบการใช้ fluorescent energy transfer ในการสร้าง signal สำหรับการทำลาย probe ด้วยคุณสมบัติของเอนไซม์ในปฏิกิริยา PCR จากนั้นก็เล่าถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่อง PCR ซึ่งเกิดขึ้นโดย Bob Watson และทีมงานที่บริษัท Roche ที่สร้างเครื่องมือ thermo cycler ที่สามารถตรวจจับสัญญาณ EtBr fluorescence ได้แบบ real-time โดยมีอีกกลุ่มคือ Carl Witwer และ Kirk Ririe ได้พัฒนาเครื่อง thermal cycler อีกแบบที่สามารถลดเวลาในการทำ PCR ได้อีกด้วยโดยใช้วิธีที่ใช้ capillary เป็น sample container เป็นเครื่องมือต้นแบบที่คลาสสิกทีเดียว

 

ใน paper นี้ก็ยังเล่าถึงการใช้เทคนิคนี้ในการศึกษาเรื่อง AIDS โดย Shirley Kwok, John Sninsky และคณะที่พัฒนาวิธีวัดปริมาณ HIV viral RNA ด้วย reverse-transcription PCR ซึ่งเขาบอกว่าเป็นจุดสำคัญของการนำเทคนิคทาง PCR มาใช้ในการวินิจฉัยโรค และมีการพัฒนาเครื่องมือ Applied BioSystems เพื่อการวัดปริมาณ nucleic acid อีกด้วยมีรายละเอียดแบบย่อๆเล่าเอาไว้ด้วย

 

สมเป็น classic paper จริงๆแหละค่ะ สั้นๆแต่ได้ใจความ และเป็นการย้อนรอยที่มาโดยกลุ่มผู้มีส่วนในยุคต้นๆของเทคนิคพวกนี้อีกด้วยค่ะ ใครที่สามารถหาอ่านต้นฉบับได้ก็ขอแนะนำให้ลองอ่านละเอียดดูนะคะ

ใน Clinical Chemistry 55:4, 833-834 (2009)