เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว (ก.พ.52) ระหว่างที่ผมเดินทางโดยเครื่องบินไปประชุมที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ที่สนามบินขอนแก่น ท่านได้ถามผมว่า “ทำอะไรอยู่” ผมก็เรียนให้ท่านทราบว่า “ผมกำลังทำงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับชุมชน นอกเหนือไปจากที่ผมทำนาด้วยตัวเอง ๑๖ ไร่”
การทำนาด้วยตนเองนั้น
-
ทำให้ผมได้รับบทเรียน ความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในเชิงการปรับใช้ความรู้ จากเอกสารทางวิชาการเข้ามาใช้ในการทำงานที่เป็นจริง
-
จนสามารถทำการเกษตรแบบประหยัด “ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน” จนสำเร็จ
-
เหลือแต่ยังต้องลงทุนเกี่ยวข้าว จึงจะได้ข้าวมาบริโภค
ในการทำงานดังกล่าว
-
เป็นการจัดการความรู้แบบจริงจัง
-
มากกว่าการจัดการความรู้ เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัยที่ทำกันอยู่ทั่วไป และ
-
ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกหลายประเด็น
และในขณะเดียวกัน เมื่อผมทำงานร่วมกับชุมชน
-
ผมก็ได้รับทราบว่าชุมชนยังขาดทั้งความรู้และการจัดการความรู้ที่มี
-
ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยราชการต่างๆ
แต่เมื่อมองย้อนกลับมาพิจารณาถึงสถาบันการศึกษา และหน่วยราชการต่างๆ กลับพบว่า
-
มีความรู้ที่ไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน
-
จึงทำให้กระบวนการพัฒนาอยู่ในลักษณะ “ผิดฝา ผิดตัว” อยู่เป็นประจำ
กล่าวคือ ชุมชนก็รอความช่วยเหลือ นักวิชาการก็รอว่า เมื่อไหร่ชุมชนจะนำความรู้ที่ตนมีไปใช้ประโยชน์
ประเด็นนี้นอกจากจะเป็นช่องว่างทางความเข้าใจในวิชาการแล้ว
-
ยังมีช่องว่างทางความคิด
-
ช่องว่างทางการสื่อสาร
ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในปัจจุบัน
หลังจากที่ผมได้รับการบ้านจากหมอวิจารณ์ ว่า
“มีแนวทางในการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาอย่างไร? ที่จะทำให้สถาบันการศึกษา สามารถช่วยเหลือการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นจริง”
ผมก็ได้ใช้เวลามาไตร่ตรอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่ทำงานกับชุมชนมาเป็นเวลายาวนาน และได้พบประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ในการพัฒนางานวิจัย ก็คือ
· แต่เดิม งานวิจัยอยู่คนละระบบกับงานพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฐานความรู้ ที่อาจจะมีผู้นำไปใช้ในอนาคต
· ต่อมา มีการนำแผนงานวิจัยไปสู่การพัฒนาในนามของ การวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนัก เพราะนักวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังติดกรอบอยู่กับการวิจัย ที่แยกส่วนกับการพัฒนา
· ต่อมา จึงมีความพยายามที่จะดึงงานวิจัยไปเชื่อมกับงานพัฒนาให้ได้ จึงมีการใช้คำว่า “การพัฒนาและวิจัย” (D&R) หรือการวิจัยเพื่อการพัฒนา ซึ่งก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ เนื่องจากฐานงานพัฒนากับฐานงานวิจัย เริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะงานวิจัยจะเริ่มจากหลักการ ทฤษฎี และความคิดของนักวิจัย ว่าพร้อม หรือ อยากจะทำอะไร แต่งานพัฒนาจะเริ่มจากการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ที่นักพัฒนาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน จึงทำให้แนวคิดการพัฒนาดังกล่าวยังไม่ประสพผลสำเร็จเท่าที่ควร
· ในปัจจุบัน จากประสบการณ์ที่ผมพยายามกลั่นกรอง พบว่า งานวิจัยและงานพัฒนาที่จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงกันได้นั้น จะต้องมีฐานงานร่วมกัน โดยอาศัยประสบการณ์เดิมที่เคยมีมาในอดีต
กล่าวคือ ก่อนการพัฒนาใดๆ
-
มักเริ่มต้นด้วยการนำความรู้จากแหล่งอื่นเข้ามาใช้ (Copy) และ
-
เมื่อความรู้ที่นำมาใช้นั้น มีความไม่เหมาะสมในประเด็นใดก็ตาม ก็จะมีการดัดแปลงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (Modify) และ
-
เมื่อแม้จะดัดแปลงแล้วก็อาจจะยังไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้น (Develop) และ
-
ในการพัฒนานั้น จะให้มีความเหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ก็ต้องมีการศึกษาวิจัย (Research) และพัฒนาการของความรู้ที่ถูกต้อง
ดังนั้น ถ้ามีการพัฒนาในเส้นทางนี้ (Copy/Modify/Develop/Research) ก็จะทำให้
-
ฐานงานวิจัยยืนอยู่บนความรู้ความเข้าใจที่เท่าเทียมกัน
-
ทั้งผู้ใช้ นักวิชาการ และนักพัฒนาในสาขาต่างๆ
-
โดยเริ่มต้นจากการใช้ความรู้เชิงประจักษ์ หรือเชิงเทคโนโลยีจากที่อื่น
-
แล้วทำความเข้าใจร่วมกันในการดัดแปลง แก้ไข เพื่อปรับใช้ในระดับชุมชน
-
จนถึงขั้นของการสร้างความเหมาะสมใหม่ โดยการทำงานวิจัย
-
ซึ่งคาดหวังว่า งานวิจัยในรูปแบบนี้จะมีระดับความเข้าใจใกล้เคียงกัน ระหว่างผู้ร่วมงานในสาขาต่างๆ และพูดภาษาเดียวกันแบบไม่ผิดฝาผิดตัว อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
การทำงานเช่นนี้ ก็คือ
-
การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ต้องการ
-
การปรับใช้เพื่อการพัฒนา และ
-
งานวิจัยเสริมการพัฒนา
-
แทนรูปแบบการวิจัย(ที่แยกออกจาก)การพัฒนาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
-
ก็น่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชน พัฒนาความรู้ พัฒนาบุคลากร และพัฒนาการศึกษา และพัฒนาการจัดการความรู้ ไปในขณะเดียวกัน
คุณหมอวิจารณ์ ครับ นี่คือ การบ้านที่ผมทำส่งให้ท่านแล้วครับ
ท่านให้คะแนนเท่าไหร่ ครับ คงไม่ถึงกับตก นะครับ
สวัสดีครับ
งานวิจัย กับ งานพัฒนา น่าจะเป็นเนื้อเดียวกันครับ เพราะสองกระบวนการคือ KM
วันนี้ผมมาเรียนรู้กระบวนการอย่างที่อาจารย์เขียนที่ อุบลราชธานี ครับ