Nikon D200 เป็นกล้อง DSLR ของทาง Nikon ที่ออกมาวางจำหน่ายกันมาตั้งแต่ปลายปี 2005 ก็ถือว่าออกขายกันได้นานพอสมควร แต่ Nikon D200 ก็ยังเป็นกล้องระดับ DSLR ในคลาสระดับโปรฯ ที่เรียกว่าสุดยอดตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะด้วยระบบการทำงานต่างๆ ที่ครบครัน และที่สำคัญคือ CCD ขนาด 23.6x15.8 มม. ที่ให้ภาพออกมาได้ดีมากๆ เลยครับ คุณผู้อ่านอาจจะงงว่า เอ... กล้องก็ออกมาวางจำหน่ายมานานแล้วจะยกมาพูดทำไม อ๊ะๆ ก็ไม่พูดไม่ได้ครับ เพราะว่าเมื่อก่อน Nikon D200 ไม่มีคู่แข่ง แต่ตอนนี้กล้องตัวนี้มีคู่แข่งแล้วครับนั่นคือ Fuji Finepix S5 Pro กล้อง DSLR รุ่นที่ 4 ของทางค่ายฟูจิ บางท่านยังงงๆ เลยว่า เฮ้ยฟูจิมีกล้อง DSLR ด้วยเหรอ ก็ต้องบอกตรงนี้ว่ามีครับ แล้วกล้องของค่ายนี้ก็แพงด้วย และดีด้วยสิ กล้อง DSLR ของทาง ค่ายฟูจิ นั้นใช้เม้าท์เลนส์ของ Nikon และบอดี้กล้อง รวมถึงอุปกรณ์ก็ใช้ของ Nikon แต่มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว มันต่างกันที่หัวใจของกล้อง DSLR ครับ นั่นคือ CCD
Nikon D200
เป็นกล้องตัวต่อยอดของ Nikon D100 เพิ่มฟังค์ชั่นการใช้งานและความละเอียดแบบก้าวกระโดดกันไปเลย เนื่องด้วย Nikon D200 กว่าจะออกวางจำหน่ายได้ก็กินเวลาไปสามปีครึ่งหลังจากที่ D100 วางจำหน่าย จึงทำให้ทาง Nikon สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างเต็มที่แล้วนำมาใส่ในกล้อง D200 ตัวกล้องใช้ CCD ที่มีความละเอียดถึง 10.2 ล้านพิกเซล แบบ Nikon DX format และยิ่งมาบวกเข้ากับระบบประมวลผลภาพที่พัฒนาออกมาได้อย่างดี จึงทำให้กล้องตัวนี้ถ่ายทอดภาพที่มีความคมชัดสูง รวมถึงสีที่เที่ยงตรง นอกจากนี้ยังทำงานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนำเทคโนโลยีจากกล้องระดับมืออาชีพอย่าง D2X โดยเซ็นเซอร์รับภาพนั้นสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงคราวละ 4 ช่องสัญญาณ ก็คิดดูครับ เทคโนโลยีของกล้องระดับราคา เรือน 2 แสน มาอยู่ใน D200 ที่ราคาแตะอยู่ที่ 5 หมื่นนิดๆ เท่านั้น

ตัวกล้องทำงานเร็วมาก กล้องสามารถพร้อมใช้งานได้ทันทีภายใน 0.15 วินาที เมื่อคุณเปิดสวิตช์ใช้งาน อาการหน่วงของชัตเตอร์หรือที่เขาเรียกๆ กันว่าชัตเตอร์แล็กนั้นสั้นเพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น และทางค่าย Nikon ยังโชว์เหนือด้วยการทำระยะเวลาส่วนมืดของช่องมองภาพขณะชัตเตอร์ทำงานให้สั้นเพียง 0.105 วินาที และกล้องตัวนี้ถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยความเร็ว 5 ภาพ ต่อวินาที เรียกว่ารัวกันไม่ยั้ง และสามารถยิงชัตเตอร์ต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 37 ภาพ ที่การบันทึกภาพในฟอร์แมต JPG แบบ Fine-Large และต่อเนื่องสูงสุด 22 ภาพ เมื่อบันทึกแบบไฟล์ (NEF)RAW จึงทำให้สามารถถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหวได้แบบต่อเนื่อง
จุดเด่นของกล้องตัวนี้ยังอยู่ที่ Optical Low Pass Filter แบบใหม่ ที่ช่วยลดอาการสีเหลื่อมบริเวณช่วงตัดของแต่ละสี ไม่ให้สีล้นออกมา พร้อมกับการไล่เฉดสีอย่างนุ่มนวลละเอียด ตัวกล้องมีระบบออโต้โฟกัส11 จุด และสามารถเลือกเป็นระบบออโต้โฟกัส 7 จุดแบบพื้นที่กว้าง (7-area wide AF) ด้วยเซ็นเซอร์ประมวลผล Multi-CAM 1000 AF Sensor module นอกจากนี้คุณยังเลือกรูปแบบโฟกัสแบบกลุ่ม ได้แก่ Dynamic AF, Closest Subject Priority Dynamic AF และ Group Dynamic AF ระบบโฟกัสของกล้องตัวนี้ต้องว่าแม่นยำมากๆ ครับ ระบบวัดแสงที่ขึ้นชื่อ1,005- pixels 3D Color Matrix II เป็นระบบวัดแสงของกล้อง D2X ที่วัดแสงได้อย่างแม่น สามารถคำนวนแสงที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ และเป็นระบบวัดแสงที่เรียกว่า เทพ เลยก็ได้ครับ ตัวกล้องรองรับไฟล์ในฟอร์แมต RAW และ Jpeg จอ LCD ขนาดใหญ่ 2.5 นิ้ว เห็นภาพได้ชัดทุกมุมมองกว้างถึง 170 องศา
จุดเด่นของ Nikon D200
- ไฟล์ภาพที่ได้มีความละเอียดมาก แค่ไฟล์ภาพที่ได้แค่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลก็ถือว่ากินขาดกล้องในระดับเดียวกันแล้ว และคิดดูว่ากล้องตัวนี้ความละเอียดสูงสุด 10 ล้านพิกเซล
- การออกแบบบอดี้กล้องดีมาก ใช้แมกนีเซียมอัลลอยด์น้ำหนักเบา แข็งแรง เบา
- ทำงานได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกล้องใช้งาน และการโอนถ่ายข้อมูลก็ทำได้ดีมาก เร็วดีทีเดียว
- ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 5 ภาพต่อวินาที
- ระบบโฟกัส 11 จุดแบบออโต้โฟกัสที่ทำได้รวดเร็ว แม่นยำ
- ไดนามิค เรนจ์ สุดยอด ทำให้ไล่โทนสีและไล่เงาแสงได้อย่างละเอียด
- ถ้าคุณชอบในรายละเอียดของฟิล์มที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดได้ดี คุณก็จะชอบความละเอียดที่ได้จากกล้องตัวนี้เช่นกัน
- มีระบบล็อคฟังค์ชั่นและเมนูต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเมนูโดยบังเอิญ
- ง่ายในการบริหารจัดการไฟล์ภาพ อาทิ การดูภาพจากกล้อง หรือการลบภาพ
- ระบบเมนูออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายและลงตัว
- ยืดหยุ่นในการใช้งานที่ดีกับระบบออปชั่นที่เราสามารถปรับเปลี่ยนปุ่มต่างๆ ได้
- จอ LCD เยี่ยมยอด ชัดแจ๋ว เห็นภาพชัดเจน และสว่าง
- มีการบอกสถานะการใช้ค่า ISO ซึ่งจะแสดงที่จอ LCD ด้วย
- ช่องมองภาพใสเคลียร์ และใหญ่ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนมาก
- รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย หรือ WiFi (802.11 b/g)
- ขนาดกล้องเล็กและเบากว่า D2X ในขณะที่ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยไปกว่ากล้อง D2X เลย
- กับราคาตอนนี้ที่ 5 หมื่นกว่าๆ คุณได้กล้องที่สุดยอดแบบนี้ เป็นอีกตัวที่คุ้มค่าเงินมากๆ ครับ
จุดด้อยของ Nikon D200
- จะเห็น Noise ชัดเจนในระดับ ISO 1600 และ 3200 ผิดคาดกับที่คิดไว้ว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็ถือว่า Noise นั้นน้อยมากแล้วในกล้องระดับเดียวกัน
- ระบบ noise reduction ทำงานได้ดี แต่ก็แก้ไขให้ภาพขาดรายละเอียดไปบ้าง
- ผิดหวังเล็กๆ กับ Auto White Balance หรือการปรับสมดุลแสงขาวภายใต้แสงไฟ ยังมีการปรับอุณหภูมิสีเพี้ยนอยู่บ้าง
- ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ที่หมดเร็ว ซึ่งตอนกล้องออกมาได้สักระยะ มีการขายคู่กับกริ๊ปในราคาพิเศษ จึงแก้ปัญหาไปได้ซึ่งก็ทำให้ตัวกล้องสมบูรณ์แบบมากขึ้น
Fuji Finepix S5 Pro
เป็นกล้องมาใหม่เอี่ยมอ่องอรทัย จากค่ายฟูจิ ซึ่งนานๆ จะมี DSLR ออกมาให้เหล่านักถ่ายภาพระดับมืออาชีพได้ยลโฉมไปบ้าง ซึ่งตัวนี้เป็นตัวต่อยอดจาก S3 Pro ซึ่งถือว่าเป็นกล้อง DSLR ที่สุดยอดในยุคเมื่อ หลายปีที่แล้ว แต่ด้วยการทำงานของตัวกล้องที่ช้า กับระดับราคาที่ทำให้คุณๆ ต้องปาดเหงื่อ พลางซับน้ำลายไปด้วย จึงทำให้ตัวกล้องนั้นไม่เป็นที่นิยม และใช้กันในวงแคบ โดยจุดดีของกล้องในตระกูล DSLR ของ ฟูจินั้น คือเรื่องของ CCD ซึ่ง CCD ของฟูจิ ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของเทคโนโลยีการเก็บรายละเอียด โดยที่ฟูจิได้พัฒนา Super CCD ออกมา ซึ่งฟูจิได้เปรียบค่ายอื่นๆ ตรงที่ ตัวเองนั้นเคยเป็นผู้ผลิตฟิล์มมาก่อน และฟิล์มของฟูจินั้นต้องบอกว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักถ่ายภาพ อาทิ Vivia และ Provia ซึ่งถือว่าเป็นฟิล์มที่ให้ความละเอียดภาพ และเก็บไดนามิค เรนจ์ รวมถึงสีสันที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มอิ่ม และนี่จึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หลายๆ คนหลงไหลในกล้อง DSLR ของฟูจิครับ

มาดูที่ Fuji Finepix S5 Pro กัน กล้องตัวนี้ก็ยังเหมือนๆ กับรุ่นพี่ๆ ในตระกูลเดียวกัน คือ หยิบเอาบอดี้ของค่าย Nikon มาปรับเปลี่ยนโฉมเล็กน้อย แล้วยัด CCD ของตัวเองเป็นหัวใจหลักลงไปแทน คุณลองคิดดูครับว่าเมื่อ Super CCD อันทรงคุณภาพดุจดั่งฟิล์ม มาพบกับเลนส์คุณภาพสุดยอดอย่าง Nikkor ของค่าย Nikon อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แพง น่ะสิครับ ฮ่าๆ แต่จะบอกว่าแพงแต่ก็ได้กล้องสุดยอดระดับเทพตัวหนึ่งเลยครับ ตัว S5 Pro นั้น สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันกับ Nikon D200 ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นกริ๊ป แฟลช หรือ เลนส์ ยกเว้นอย่างเดียวคือ แบตเตอรี่
Fuji Finepix S5 Pro มาพร้อมความละเอียดระดับ 12 ล้านพิกเซล โดยมี Super CCD SR Pro ขนาดเท่าฟิล์ม APS เป็นตัวรับแสง โดยคุณสามารถปรับเลือกช่วงการรับแสงได้ตั้งแต่ 100-400% ตามช่วงความสว่างของภาพ มีประโยชน์มากในการถ่ายภาพทุกแนว เพราะนั่นหมายถึงคุณสามารถไล่โทนแสงในเงามืด หรือแสงสว่างขาวได้ดี ใช้เม้าท์เลนส์ของ Nikon ได้เลย คุณสามารถปรับ ISO ได้ตั้งแต่ 100-3200 มีการทำงานของตัวกล้องที่รวดเร็ว ระบบโฟกัสต่างๆ ไม่หนี D200 นั่นคือมี 11 จุดโฟกัสเหมือนกัน โดยรวมกับสมรรถนะของกล้องตัวนี้ต้องบอกว่ามันสุดยอดมากๆ ครับ ไปดูจุดได้จุดเสียของกล้องตัวนี้เพื่อเปรียบเทียบกับ Nikon D200 กัน เพราะถึงแม้ว่าหน้าตามันจะเหมือน แต่มันก็เป็นความเหมือนที่แตกต่าง แต่ผมจะไม่ยกเรื่องบอดี้ขึ้นมาเพราะมันก็เหมือนกัน
จุดเด่นของ Fuji Finepix S5 Pro
- Super CCD SR Pro ขนาดเท่าฟิล์ม APS ให้ความละเอียดได้ถึง 12 ล้านพิกเซล เหมาะกับงานระดับสตูดิโออย่างยิ่ง
- คุณสามารถปรับช่วงกว้างในการรับแสงได้เองตั้งช่วง 100% (STD), 130%, 170%, 230% (W1), 300% จนถึง 400% (W2) มันช่วยได้มากถ้าคุณถ่ายภาพชุดเจ้าสาวสีขาวๆ กลางแดด คุณจะได้เห็นริ้วผ้าสีขาวๆ กลางแดดจ้า หรือชุดสูทสีดำมืด ที่เห็นรายละเอียดการไล่โทนแสง และสี
- มีระบบ Face Detection ในการดูภาพ สามารถซูมภาพไปยังหน้าของแบบอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบความคมชัด
- ตัวกล้องทำงานได้รวดเร็ว โฟกัสเร็วขึ้น แม่นยำ
- มี Noise น้อยมากๆ เลยครับ จุดนี้ทำได้ดีกว่า D200 นิดๆ เมื่อวัดกันที่ ISO ระดับ 1600-3200
- มีระบบ Live view สามารถดูภาพที่ต้องการจะถ่ายภาพทางจอ LCD หลังกล้องได้นาน 30 วินาที
- Auto White Balance ทำได้ดีภายใต้แสงไฟแบบ tungsten และไฟแบบหลอดไส้
- เลียนแบบการผลิตสีของฟิล์มถ่ายภาพได้ทั้งฟิล์มเนกาติฟสำหรับการถ่ายภาพบุคคล และฟิล์มสไลด์ Fujichrome ได้อีกด้วย อันนี้ชอบมากๆ (โดยส่วนตัวชอบฟิล์มฟูจิอยู่ครับ)
- สีสันอิ่มตัวดี
- เรื่องปัญหาแบตเตอรี่จาก D200 ได้รับการแก้ไข โดยทางฟูจิได้ผลิตแบตฯ Lithium Ion ออกมาใหม่ คราวนี้คุณจะถ่ายภาพได้มากถึง 400 ภาพต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
- สามารถต่อ Wireless LAN โอนข้อมูลแบบไร้สายได้
จุดด้อยของ Fuji FinePix S5 Pro
- Auto White Balance ยังเพี้ยนอยู่ภายใต้แสงแฟลชจะติดโทนอุ่นนิดๆ ติดแดง แต่ปรับแต่งได้ด้วยการปรับตั้งค่าเอง
- ถึงแม้ตัวกล้องจะทำงานได้เร็วขึ้น แต่ความเร็วในการถ่ายภาพยังเป็นรอง Nikon D200 อยู่ โดยเฉพาะการถ่ายภาพต่อเนื่อง ได้แค่ 3 ภาพต่อวินาที และรัวได้ 20 ภาพต่อวินาที
- ถ้าคนเคยใช้ Nikon มาอยู่แล้ว คุณจะรู้สึกว่า งง กับเมนูของฟูจิ โดยเฉพาะในโหมด DR option และ การปรับตั้งใน Film Mode
- ในโหมดดูภาพนั้นทำได้ช้าอยู่เมื่อคุณดูภาพบน LCD
- การโอนถ่ายข้อมูลจากการ์ดช้าไปนิด
- อันนี้ไม่รู้หูผมเบลอหรือเปล่า หรือจับผิดมากไปก็ไม่รู้ ผมว่าเสียงชัตเตอร์มันดังกว่า D200 ครับ
- ราคาสูงไปหน่อยครับ
บทสรุป
กล้องทั้งสองตัวนี้ผมถือว่าเป็นมวยรุ่นเดียวกัน สู้กันสนุกครับ และแน่นอนว่าเรื่องปวดหัวจะอยู่ที่คุณ เพราะคุณจะต้องจ่ายเงิน สำหรับราคานั้น Nikon D200 ลดราคาลงมาอยู่ที่ 54,500 บาท ในขณะที่ Fuji FinePix S5 Pro อยู่ที่ 64,800 บาท เพราะด้วยความสดใหม่กว่านั่นเอง ถามใจตัวคุณเองครับว่าต้องการใช้กล้องในลักษณะไหน และมีเงินจ่ายได้เท่าใด ราคามันห่างหันอยู่ 1 หมื่นบาท เพื่อแลกกับความเป็นฟูจิ แลกกับโหมดจำลองสีฟิล์มฟูจิ และกับ Face Detection แลกกับ Super CCD SR Pro ที่ทำไดนามิคเรนจ์ได้ดี เก็บช่วงแสงได้กว้างๆ และคุณรักฟูจิ ใช้งานลักษณะสตูดิโอ กล้อง Fuji FinePix S5 Pro เหมาะมากครับ แต่จะบอกว่า Nikon D200 นั้นคุณภาพไม่ได้หนีห่างกันมาก เพียงแต่คุณจะไม่ได้การจำลองฟิล์มฟูจิ ซึ่งถ้าบอกว่าคุณเอาภาพมาแต่งใน Photoshop อีกที อันนี้พอทำใจตัดไปได้เลย และบอกว่าเลนส์ Nikon ก็ต้องอยู่กับกล้อง Nikon สิจ๊ะ และที่สำคัญคือ มีงบน้อยแต่อยากได้ของดีที่เกือบจะพอๆ กัน และอาจใช้งานสตูดิโอบ้าง ผมว่าคุณไปซื้อ Nikon D200 มาใช้ก็เพียงพอกับการใช้งานระดับหรูๆ แล้วนะครับ ถ้าต้องการซื้อเทคโนโลยีก็ S5 Pro แต่ถ้าต้องการซื้อกล้องถ่ายภาพที่มีราคาเหมาะสม Nikon D200 ตอบสนองท่านได้ เลือกกันเอง สำหรับผมผมเลือกทั้งคู่ ขอผมสักตัวครับอะไรก็ได้นะครับ ท่าน บอกอใหญ่ อยากได้......