การเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ๔ แห่ง ได้แก่ โรงเรียนศรีนครน่าน, โรงเรียนศรัทธาศิลาเพชร, โรงเรียนบ้านศรีนาป่าน, โรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยน เพื่อให้ครูและนักเรียน ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม และนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่มาเป็นสาระการเรียนรู้ในโรงเรียน

โรงเรียนศรีนครน่าน ใช้ประเด็น “ไก” (สาหร่ายน้ำจืด) มาเป็นประเด็นสาระของการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เนื่องจากพื้นที่ชุมชนที่ตั้งของโรงเรียนมีไกเป็นอาหารพื้นถิ่น มีการแปรรูปอาหารจากไกหลายประเภท และที่สำคัญไกเป็นพืชน้ำที่เป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งของคุณภาพของน้ำ
โรงเรียนศรัทธาศิลาเพชร ใช้ประเด็นของ “ข้าว” เป็นสาระสำคัญของการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดพื้นที่ในโรงเรียนมาเป็นแปลงนาเพื่อให้นักเรียนได้ทดลองทำนาปลูกข้าว เรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ลงมือปลูก จนเก็บเกี่ยวเสร็จ รวมสาระการเรียนรู้ถึง ๑๑ หลักสูตร (ดูบันทึก "ปลูกข้าวปลูกชีวิต" , "ครูชาวนา")
โรงเรียนบ้านศรีนาป่าน ใช้ประเด็นการเลี้ยง “มดแดง” เป็นสาระสำคัญ เพื่อให้เด็กเรียนรู้วิธีการเลี้ยงมดแดงเพื่อนำไข่มดแดงมาเป็นอาหาร ได้เรียนรู้วงจรชีวิตของมดแดง และเห็นความขยันอดทนของมดแดง เป็นการปลูกฝังคุณธรรมผ่านการเลี้ยงมดแดง (ดูบันทึก "ชุมชนศรีนาป่าน")
โรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยน ใช้ประเด็นเรื่อง “จุลินทรีย์ท้องถิ่น” เป็นสาระสำคัญ เพื่อให้รู้จักการนำจุลินทรีย์มาใช้ในการทำนาและการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ (ดูบันทึก "จุลินทรีย์")

จริงๆ แล้วแต่ละโรงเรียนมีประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นนำมาเป็นสาระการเรียนรู้ที่หลากหลาย และเมื่อมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน“ความรู้”ที่แต่ละโรงเรียนได้สั่งสมมาก็ถูกถ่ายทอดไปยังโรงเรียนอื่นๆ และถูกนำไปใช้พัฒนาต่อยอดยังโรงเรียนเครือข่าย เรียกว่า “ความรู้ย้ายถิ่น” เป็นการจัดการความรู้ที่ถูกสอดแทรกไปในกระบวนการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน
เด็กๆ และครูได้เรียนรู้ผ่านครูท้องถิ่น ผ่านปราชญ์ชาวบ้าน และนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้จัดการความรู้ท้องถิ่น เป็นการเรียนรู้ที่มีสาระ สนุก ครูได้พัฒนาตนเอง นักเรียนได้เรียนรู้วิถีชุมชน ชาวบ้านได้พัฒนาตนเองมาเป็นครู
แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นครู หากแต่ต่างคนต่างเป็นครูกันและกัน

บันทึกจากเวทีสรุปบทเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาในสถานศึกษา
๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ โรงเรียนศรีนครน่าน อำเภอภูเพียง
ชอบประโยค แท้จริงทุกคนต่างเป็นครู
ก็ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
คนส่วนใหญ่ต้องทำหน้าที่ในการสอน บทบาทนี้ควรรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง การเปิดใจของเด็กที่มาร่วมเรียนรู้ ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กด้วยค่ะ เพื่อได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
นี่น่าจะเป็นการศึกษาเพื่ออนาคตโดยแท้ การเรียนรู้จากฐานทรัพยากรและชุมชนท้องถิ่น อาจจะทำให้คนของเรามีคุณภาพและอยู่ได้อย่างมีความสุข มากกว่าไปเน้นเรื่อง IT และวิ่งตามความรู้และรูปแบบการศึกษาชาติตะวันตก ซึ่งวันนี้พังพาบไปแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้กำลังใจครับ
สวัสดีครับ พี่ถนัด
ไม่ได้เจอกัน ก็คุยกันได้ผ่านกระทู้บนเว็บไปก่อนนะครับ เดี๋ยวปีใหม่คงจะได้คุยกับพี่น้องที่ฮักเมืองน่านครับ
จากกิจกรรมที่จัด ผมว่า มันทำให้เราเห็นว่า ความรู้ไม่ได้มีศูนย์กลาง ผมจึงชอบความคิด ความรู้ย้ายถิ่น เพราะไม่ว่าใครจึงมีโอกาสเป็นทั้งนักเรียนและครูได้ หรือสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้เช่นกัน หรือความรู้ก็มีการเดินทาง มีการเคลื่อนย้ายของมันเช่นกัน
จริงแล้ว ประเด็นนี้ต้องการให้ฝ่ายจนท.สิ่งแวดล้อม ที่เจอกันหลายปีก่อนรับทราบ คงต้องย้อนเวลากลับมาที่ครั้งเมื่อเจอกับคณะกรรมการที่กำลังพิจารณาทุนเพื่ออนุมัติโครงการนี้ เขาสงสัยเราว่า ทำไมและทำไม จึงมีการจัดเวทีบ่อยมาก นี่ตกลงพวกคุณไม่ต้องทำอะไรกันเลยหรืออย่างไร นอกจากเอาคนมาคุยกัน คิดว่า เขาคงไม่เห็นว่า สิ่งแวดล้อมจะถูกการจัดการอย่างไร เพราะเอาแต่คุยกันในเวทีต่างๆ
ผมคิดว่า เขาคงได้คำตอบมากขึ้น หากเจ้าหน้าที่คนนั้นได้เห็นพัฒนาการของโครงการ นับจากวันที่เขาติดใจกับการทำโครงการนี้ เพราะวันนี้ ความรู้กำลังเดินทาง แน่นอนมันไปเองไม่ได้ แต่มันติดไปกับตัวผู้คนที่พยายามสร้างพื้นที่สนทนาร่วมกัน ผมจึงเห็นว่า ความรู้จึงไม่มีศูนย์กลางครับ หรือหากจะมีก็เพราะมันถูกทำให้ หยุดนิ่งจากการกักขัง ไว้ที่ ณ ศูนย์กลางหนึ่งๆ ไม่ว่าจะโดยหน่วยทางสังคม ผู้คน และกระทั่งการเก็บไว้ในพื้นที่ที่เข้าไม่ถึง แต่ด้วยการทำให้ความรู้เดินทางโดยไม่ถูกรวมไว้ ณ ศูนย์กลาง ด้วยอำนาจครอบงำต่างหากจึงจะทำให้สิ่งแวดล้อมศึกษากลายเป็นกระบวนการที่จำเป็นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้
อีกครั้งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับความคิดที่ว่า แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นครู หากแต่ต่างคนต่างเป็นครูกันและกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เห็นว่า ต่างเป็นครูกันและกัน ดังที่เรามักเห็นว่า หลายหน่วยมักหลงเข้าใจเองว่า เขาค้นพบความรู้หรือนวัตกรรม เขาจึงเป็นเจ้าของมันได้อย่างแท้จริง เอาเข้าจริง ความรู้ที่เราคิดว่า เรารู้ หรือ คนนี้รู้ หน่วยงานนี้รู้ ศูนย์นี้รู้ มันไม่ได้มีเอกภาพ สมบูณณ์ในตนเอง แต่มันกลับผสมปนเปไปด้วยความรู้หลายแบบและหลายที่ สิ่งที่เรารู้ล้วนถูกรองรับด้วยประสบการณ์ที่เรามี หรือแม้จะถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ยังต้องอาศัยภาษาที่เรามีไปอธิบาย แล้วภาษามาจากไหน ถ้าไม่ใช่สังคม
ในขณะที่ประเด็นทางสิ่งแวดล้อม เราก็เห็นชัดแล้วว่า สิ่งแวดล้อมไม่ได้แยกหรือตัดขาดไปจากกันได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นจึงเป็นภาพที่ไม่อาจพิจารณาแยกจากสิ่งแวดล้อมโลกได้ ประเด็นมาชวนคุยต่อก็คือ การเคลมความเป็นเจ้าของความรู้ สามารถทำได้หรือไม่ครับ
เพราะความรู้ไม่ได้ตกจากฟ้าหรือเกิดขึ้นมาได้เอง แต่เรารู้เพราะมีสังคม หรือจะบอกว่า มันอยู่ในความสัมพันธ์กันในสังคม จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากจะมีความพยายามให้ต่างเป็นคนต่างเป็นครูกันและกัน
เอ็ด
จริงอย่างว่าความรู้ไม่ได้ตกมาจากฟากฟ้า แต่มาจากสมองและสองมือของเราเองครับ
สวัสดีค่ะคุณพ่อน้องซอมพอ
...
สบายดีนะคะ มาทักทายด้วยระลึกถึงค่ะ
ชื่นชมและเป็นกำลังใจกับกิจกรรมดีๆเช่นนี้ค่ะ
ชอบมากๆ กับประโยคเด็ดนี้
แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นครู หากแต่ต่างคนต่างเป็นครูกันและกัน
มีความสุขกับการงานและสิ่งแวดล้อมนะคะ ขอบคุณค่ะ