ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้วด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่งมันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมาในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลาชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันก็ตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนสักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไปหลังจากชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบลงไปในบ่อก็พบความประหลาดใจที่ว่าทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลา มันจะสะบัดดินออกจากหลังแล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่ในที่สุดเจ้าลาก็สามารถหลุดพ้นจากบ่อดังกล่าวได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเราจงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน เพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น อุปสรรคก็มีไว้ให้ก้าวข้ามไป
เมื่อเรามีทุกข์มีปัญหาหรือต้องประสบกับวิกฤตหนักหนาสาหัสแค่ไหน ให้มีสติมีความรู้สึกตัวเมื่อจิตสงบเบาสบายแล้ว จึงค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี สบายใจแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น
จากหนังสือ มีขันติคือให้พรแก่ตัวเอง
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://forum.gameindy.com/index.php?topic=24918.0
"จงอย่ากลัวความทุกข์อันนำไปสู่ความพ้นทุกข์"
ถ้าเราเป็นคนดีแล้วอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสมอ เพราะว่าเราเป็นคนดี ถ้าไม่มีตัวความเปลี่ยนแปลง แม้เราจะทำความดีสักเท่าไร เราก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีไม่ได้
ขอให้มั่นใจเถอะท่านจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีเสมอ ถ้าเราเป็นคนดีอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในระยะต้นๆ เหมือนว่าเราจะตกต่ำลงมา แต่เป็นเพียงการถอยเอาหลัก ถอยเพียงก้าวเดียวเพื่อจะได้ต่อไปอีก 10 ก้าว เหมือนกับคนที่ตั้งท่าจะวิ่งระยะไกลอาจจะถอยมา 2-3 ก้าวเพื่อให้สามารถวิ่งได้อย่างมั่นคงเป็นไปตามความมุ่งหมายนี่แหล่ะชีวิต
เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยคนครับ.
ขอบคุณข้อคิดดีดีคะ
ใช่คะ คุณ andrew เห็นด้วยอย่างยิ่ง