วันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๒ ผมไปร่วมออกแบบประเทศไทย ๒๕๖๒ กับผู้ทรงคุณวุฒิรวม ๓๐ คนเศษ ที่สวนสามพราน    จัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ   เป็นการประชุมที่สนุกมาก   และผมต้องจากการประชุมมาด้วยความเสียดายในตอนเย็น   เพื่อมาทำหน้าที่พ่อ เพราะลูกสาวคนเล็ก (ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์ค) เขามาเยี่ยมบ้าน    การประชุมนี้จัดวันที่ ๒๘ ก.พ. – ๑ มี.ค.    ผมอยู่ได้เพียงวันเดียว  

          ผมบอกตัวเองว่า ชีวิคคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง    เวลามีน้อย ต้องแบ่งปันกันไป    คนเรามีหลายหน้าที่ ต้องแบ่งเวลาให้หน้าที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม   เป็นข้อจำกัดที่ทุกคนเท่าเทียมกัน  

          ถ้าไม่มีวิกฤตใหญ่กำลังท้าทายอยู่ในปัจจุบัน    และวิกฤตนี้ชัดเจนว่าจะขยายใหญ่มากในอนาคตอันใกล้   สถาบันคลังสมองฯ คงจะไม่สามารถเชิญผู้ทรงคุณวุฒิระดับนี้จากหลากหลายสาขามาร่วมกันได้มากและเหมาะสมขนาดนี้

          นี่คือข้อดีของวิกฤต    คือเปิดโอกาสให้คนหันมาร่วมคิดร่วมทำกันมากขึ้น   ร่วมกันคิดในมุมมองใหม่ได้ง่ายขึ้น

          และนี่คือข้อดีของการมีหน่วยงานเล็กๆ อย่างสถาบันคลังสมองฯ    ที่มีทุนทางสังคม ว่าเป็นหน่วยงานเป็นกลาง ที่เปิดรับความคิดเห็นรอบด้านหลากหลายแบบ    เพื่อการสร้างสรรค์

          ผมจึงจัดว่าเป็นคนมีบุญ ที่ได้มีโอกาสเป็นกรรมการของสถาบันคลังสมองและได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย  

          การประชุมนี้สนุกมากเพราะใช้เทคนิคพิเศษในการประชุม   ที่เรียกว่า foresight technique   เพื่อสร้างฉากอนาคตร่วมกัน   ทั้งฉากดีและฉากร้าย    และร่วมกันหาทางสร้างผลกระทบไปสู่ฉากดี

           ดร. นเรศ ดำรงชัย วิทยากรหลักของเทคนิคนี้ แนะนำ foresight and scenarios ดังนี้
                • เน้นฟังความคิดของคนอื่น  เอามาเปนแรงบันดาลใจให้คิดได้ดีขึ้น    มุ่งระยะยาว
                • ออกแบบ – ทำได้ตั้งแต่วันนี้   สร้างผลกระทบลูกโซ่ไปข้างหน้า  
                • มองทั้งส่วน  โฟกัส – ลำแสง   และส่วนสลัว – periphery
                • ไม่ใช่ทำนาย  แต่เป็นการมองหาสัญญาณ   หาทางเข้าไปกระทบให้อนาคตเป็นตามที่พึงประสงค์  
                • เริ่มจาก idea market (เช้า ๒๘ ก.พ.) -> 2562 Scenario writing (บ่าย) -> Share the scenarios (เช้า ๑ มี.ค.) -> Strategy for Today

          จะเห็นว่าผมมีบุญแต่กรรมบัง    ได้เรียนรู้เทคนิค foresight เพียงท่อนเดียว    ยังไม่ทันได้เห็นการวาดฉากอนาคต (scenario) ก็ต้องจำใจจากมาด้วยความเสียดาย   

          ที่จริงประเทศไทยไม่มีใครออกแบบได้    ไม่มีใครออกแบบสังคมไหนๆ ได้    แต่เราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์สังคมได้คนละเล็กละน้อย    ผมเชื่อว่าสังคมออกแบบไม่ได้ แต่สร้างสรรค์ได้    คือไม่มีพิมพ์เขียวของสังคม   แต่เราร่วมกันหนุนเสริมการผุดบังเกิด (emergence) ของภาพดีๆ ในสังคมได้    โดยที่สังคมเป็นฉากเชิงซ้อนที่มีหลากหลายซับ ซ้อนมาก    ที่เรียกว่า Complex Adaptive Syatems   คือนอกจากซับซ้อนแล้ว ยังดิ้นได้อีกด้วย  

          การไปร่วมการประชุมนี้ ผมได้เรียนรู้ทั้งเชิง process  และเชิง content    เชิง process ผมเรียนรู้เทคนิค foresight    เชิง content ผมเรียนสาระสังคมจากหลากหลาย มุมมอง ของผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายด้าน 

          ดร. นเรศ แนะนำให้คิดแบบสามเหลี่ยม  คือมองโลก  มองรัฐ (ไทย)  และมองชุมชน    ว่ามีอะไรเกิดขึ้น   และในอนาคตเราอยากขยายส่วนไหนให้มาเชื่อมกันเป็นภาพใหญ่ที่พึงประสงค์    เท่ากับเป็นวิธีคิดแบบสร้างสรรค์อนาคตโดยเอา SS – Success Story เล็กๆ ที่มีอยู่แล้วมาขยาย    ผมชอบวิธีคิดแบบนี้จริงๆ    แต่จนถึงเวลาที่ผมจากมา ผมคิดว่าคนไม่ get ประเด็นนี้   

          ผมเล็งไว้ว่า จะยุให้ กกอ. (จริงๆ แล้วผู้จัดคือ สกอ.) จัดประชุมแบบนี้    ใช้ foresight technique ร่วมกันวาดภาพอนาคตของระบบอุดมศึกษาไทย    แต่จะปรับนิดหน่อย โดยจะมีทีมรวบรวมข้อมูล SS ในระบบอุดมศึกษาไทย เอามาให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ ศึกษาไว้ก่อน    คือข้อมูลที่ใช้ในเวที foresight ไม่ใช่มาจากประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น    ต้องมาจากผลการวิจัยหรือการรวบรวมข้อมูลด้วย    โดยเฉพาะข้อมูล SS สะเก็ดเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ  

          ผมฝันต่อ ว่า สัมมนา foresight ระบบอุดมศึกษาต้องพิถีพิถันการเลือกผู้เข้าร่วม ให้มาจากหลายฝ่ายอย่างสมดุล    คือต้องให้มาจาก demand side อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง    มิฉนั้นจะกลายเป็นมาจาก supply side ทั้งหมด    foresight ก็จะกลายเป็น supply side foresight ไป 

          กลับมาที่ออกแบบประเทศไทย    คิดตามสามเหลี่ยมของ ดร. นเรศ    และคิดแบบ AAR   ถ้าเราเชิญคนจากภาคชุมชนมาร่วม เราจะเห็นสะเก็ดภาพดีๆ ที่ก่อเกิดในชุมชน มากมายที่คนกรุงเทพไม่มีโอกาสรับรู้    เราก็จะออกแบบประเทศไทยโดยใช้ “ทุนสังคม” ที่มีอยู่ได้ทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น  

          การออกแบบประเทศไทย ต้องมุ่งใช้ “จิ๊กซอว์” ที่มีอยู่ให้ครบถ้วน   และสร้าง “จิ๊กซอว์” ใหม่ที่ยังขาด   เอามาสร้างสรรค์ประเทศไทย   “จิ๊กซอว์” นี้ ส่วนหนึ่งเอามาจากต่างประเทศ เอามาปรับให้เข้ากับบริบทไทย   แต่เราต้องไม่ละเลย “จิ๊กซอว์” ที่เรามีอยู่แล้ว จากการสร้างสรรค์ในสังคมของเราเอง ตามซอกมุมต่างๆ ของสังคมไทย

 

วิจารณ์ พานิช
๑ มี.ค. ๕๒