เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 ณ คลินิกวัณโรค ในโรงพยาบาลวังสะพุง ซึ่งจัดให้บริการคลินิกทุกวันจันทร์ วันนี้ขณะที่ผมกำลังให้บริการแก่ผู้ป่วยวัณโรค เตรียมซักประวัติ ประเมินอาการ ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยที่นัดมาทั้งหมดจำนวน 16 คน ขณะให้บริการ ผมได้ยินผู้ป่วยวัณโรคจับกลุ่มพูดคุยกัน เกี่ยวกับการดูแลตนเองขณะรอรับบริการข้างนอกห้อง มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก กรณีการกินยาวัณโรคของผู้ป่วย
หากใครเคยป่วยเป็นวัณโรค หรือ เคยดูแลผู้ป่วยวัณโรค คงทราบดีว่า การรักษาวัณโรคจะต้องกินยารักษานานประมาณ 6-8 เดือน และที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องกินยารักษา วัณโรค ในปัจจุบันนี้ เราใช้ยารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งสามารถรักษาผู้ป่วย วัณโรคหายได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากผู้ป่วยรับประทานยาครบกำหนด จำนวนเม็ดยาที่ต้องกินประมาณ 8-12 เม็ดต่อวัน ซึ่งแพทย์จะคำนวณยาตามน้ำหนักตัว หากการกินยาไม่ได้ หรือ ล้มเหลว อาจส่งผลการรักษา แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคลินิก เรื่อง การกินยาของผู้ป่วย หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ มีผู้ป่วยบางคนเล่าให้ฟังว่า “กลืนยายากลำบากมาก กว่าจะกินยาได้แต่ละครั้ง ก็ดื่มน้ำหลายๆแก้ว”
ผู้ป่วยวัณโรคที่จับกลุ่มพูดคุยกันนั้น มีคนหนึ่งที่พูดให้คำแนะนำแก่เพื่อน ผู้ป่วยวัณโรคในวัยเดียวกัน เกี่ยวกับวิธีการกินยารักษาวัณโรค ที่เป็นเรื่องกล้วยๆ ผมสังเกตเห็นว่า เพื่อนๆผู้ป่วยด้วยกันนั่งฟังแล้ว มีสีหน้าที่ดี แสดงถึงความคาดหวังต่อการกินยา เมื่อฟังผู้ป่วยรายนี้เล่าให้ฟัง ผมจึงเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วยคนนี้ ซึ่งก็คือ ลุงไพรัช บูรพารัตน์ อายุ 73 ปี ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะตรวจไม่พบเชื้อ เริ่มรักษาโรควัณโรคเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ลุงไพรัตน์มารับยาต่อตามนัด ซึ่งครั้งนี้เป็นเดือนที่ 2 ลุงไพรัตน์ เล่าว่า “ผมมีอาการไอมีเสมหะปนออกมาก เรื้อรังมานานกว่า 1 ปี แล้ว เคยสูบบุหรี่ ปัจจุบันนี้เลิกมาได้เกือบ20 ปี หมอส่งผมไปเอกซเรย์ปอด บอกว่า ปอดขวาข้างบนของผมไม่ค่อยดี เลยให้ผมนอนรักษาในโรงพยาบาล เพราะหมอสงสัยว่าผมเป็นวัณโรคปอด ผมจะต้องกินยารักษาวัณโรคประมาณ 6 เดือน ผมออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ไปกินยารักษาต่อที่บ้าน ”
วิธีการกินยารักษาวัณโรคที่เป็นเรื่องกล้วยๆของลุงไพรัตน์ ที่เล่าแนะนำเพื่อนๆผู้ป่วยวัณโรคนั้นเป็นอย่างไร ทำให้ผมสนใจมาก และได้ขอให้ลุงไพรัตน์เล่าให้ฟัง ผมสังเกตเห็นว่าลุงไพรัตน์ มีความภาคภูมิใจมากกับวิธีการของแก ซึ่งกระตือรือร้นรีบเล่าให้ฟังดังนี้ “ ตอนแรกๆ ผมกินยายากลำบากมาก ต้องดื่มน้ำหลายๆแก้ว ผมต้องทนกินแบบนี้ตั้งหลายวัน ตอนนอนรักษาที่โรงพยาบาล ผมทรมานมาก เมื่อกลับมาอยู่บ้าน ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไรดีเกี่ยวกับการกินยา มีวันหนึ่งมีคนมาเยี่ยมผม ซึ่งก็เล่าให้เขาฟัง เขาแนะนำผมว่าให้ลองกินกับน้ำผึ้งดูซิ พอดีที่บ้านมีน้ำผึ้งเหลืออยู่ไม่มากเพราะว่า ผมกินน้ำผึ้งทุกวัน ๆละช้อน ผมจึงทดลองโดยเทน้ำผึ้งใส่ช้อนพร้อมกับยา ผมกินเข้าไปครั้งแรกรู้สึกดี หวานลื่นคอ กลืนยาง่ายขึ้น ผมคิดว่าดี แต่กลับมาคิดใหม่ว่าน้ำผึ้งก็หายาก ซึ่งก็มีราคาแพงมาก หากทำแบบนี้คงไม่ไหวแน่ ความคิดก็แวบเข้ามา ผมเห็นกล้วยน้ำหว้าที่มีมาก ในสวนก็มี ก็เปลี่ยนจากน้ำผึ้งมาเป็นกล้วยน้ำหว้า โดยการฝานกล้วยเป็นแว่นๆ แล้วก็นำไปแปะกับยาทุกเม็ด จากนั้นก็กินพร้อมกันทั้งหมด ผมรู้สึกดีมาก กลืนก็ง่าย มีรสหวานๆน้อยๆของกล้วย ไม่ขม หนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมกินยาได้สบายมาก ไม่มีปัญหา ”
เรื่องกล้วยๆที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งเราก็มองข้าม ทั้งนี้ก็เพราะว่า อำนาจที่เป็นความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันที่คิดว่ามีหนึ่งเดียว ได้ครอบงำความคิด ซึ่งอาจทำให้เรา ละเลยภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ทุนทางสังคมเดิม ที่ผู้ป่วยมีอยู่อย่างมากมาย
ดีมากๆประโยชน์น่าสนใจคับเลยจากเเฟนเจ้าของอีเมล
ฉันเป็นคนนึง ที่กินยาวัณโรคปอด ตอนแรกที่กินยา 12เม็ด ต่อวัน กินมาได้ 1 เดือน กับอีก 15 วัน เพราะร่างกายไม่ไหว มันปวดไปหมดทั่วร่างกาย พอดีหมอก็ให้ยาชุดใหม่มาสำหรับเดือนต่อไป เหลือ 4เม็ด ต่อ ครั้ง ก็เลยกินตัวใหม่ ยาตัวแรกกินไม่ครบ2เดือน ไม่รู้ว่าจะเป็นไรไหม ใครทราบ ช่วยบอกด้วยคะ
สวัสดีค่ะดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาเรื่องผู้ป่วย โรควัณโรคติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งตอนนี้ผู้ป่วยไม่ยอมกินยาเลย และพูดจาเพ้อเจ้อ ไม่ยอมเชื่อใคร ผู้ป่วยนั้นกินยามาได้สองเดือนแล้ว และอาการเริ่มเปลี่ยนคือไม่ยอมกินยา พาไปหาหมอก้บอกว่าเป็นเพราะเชื้อวัณโรคคนป่วยต้องกินยาอย่างน้อย 6 เดือน ดิฉันจึงอยากจะขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้คนป่วยยอมกินยา แล้วยารักษาโรคนี้มีแบบฉีดไหมค่ะ