ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมาจากงานภาวนา  meditation in action 2   เป็นอีกครั้งที่ได้พบกับกัลยาณมิตรที่คุ้นเคยกัน  และพบกับกัลยาณมิตรใหม่ๆที่เพิ่งจะมาพบเจอกันในงานภาวนานี้     มีเรื่องราวที่น่าประทับใจมากมายหลายเรื่องเกิดขึ้น   แถมหลายๆเรื่องออกจะเป็นแนว นอกเหตุเหนือผลไปหน่อย  แต่เราหลายคนก็ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เปิดกว้าง

 

การอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์มานาน  ทำให้เรามีข้อสงสัยและตั้งคำถามกับบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ  เหตุการณ์บางอย่างที่อธิบายและหาหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ กลายเป็นเรื่องที่เราไม่เชื่อ และคิดว่ามันไม่มีจริง   เราไม่เชื่อเรื่องราวที่ปรากฏออกมาในรูปของนามธรรม  เราติดอยู่ในโลกของวัตถุ  ดังนั้นทุกสิ่งที่มีอยู่จริงๆ นั้น   ในความคิดเห็นของเรา ก็ควรจะเป็นสิ่งที่จับต้องและมองเห็นได้   หรืออย่างน้อยก็ต้องมีใครสักคนมาพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนว่าสิ่งนั้นมีจริง  

 

ข้าพเจ้าได้เรียนรู้กับหลายเรื่องราวในการไปงานภาวนาครั้งนี้   หนึ่งในนั้นคือเกิดความรู้สึกสะเทือนใจมากทีเดียวเมื่อได้ตระหนักรู้ในใจว่า  กว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาข้าพเจ้าใช้ชีวิตกับความคิด ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก   มันออกจะน่าประหลาดใจในเรื่องนี้   หลายคนอาจมองว่าเราต้องมีความคิด เราต้องคิดก่อนพูด  ในการจะกระทำสิ่งใดเราต้องคิดก่อน  แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เฉลียวใจก็คือ เราใช้ความคิดมากจนเกินไป  โดยเฉพาะในเรื่องความคิดเห็นต่อใครสักคนที่เรารัก   ข้าพเจ้าเพิ่งค้นพบว่าที่ผ่านมาถ้าข้าพเจ้าจะรักใครสักคนข้าพเจ้าก็ยังใช้ความคิด  เมื่อมีใครสักคนถามว่าทำไมชอบคน นั้นทำไมโกรธคนนี้   ทำไมรู้สึกดีต่อคนโน้น  ข้าพเจ้ามีเหตุผล  มีคำตอบออกมาได้มากมายหลายข้อจนน่ากังขา   พอมีใครมาบอกว่า  เรื่องของความรักเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเราไม่อาจจะบอกได้หรอกว่าทำไม....พอได้ยินดังนั้นข้าพเจ้าก็จะคิดเห็นในใจว่า  คนที่พูดช่างไร้สาระสิ้นดี  การที่เราจะรักและชอบใครสักคนก็น่าจะมีเหตุผลเช่น เขาเป็นคนดี มีการศึกษา  มีหน้าตาดี มีความคิดดี หรือมีอะไรที่ดีๆ น่าสนใจสักอย่าง  การพูดว่า  ไม่รู้เหตุผลว่าเพราะอะไรทำไมเราจึงรักคนนั้นคนนี้ ดูจะเป็นเรื่องที่ไร้ทิศทางไปหน่อย แถมดูเลื่อนลอยไร้สติพิกล    

 

ครูตั้มบอกว่า  ทุกวันนี้เราทั้งหลายใช้ชีวิตด้วยความคิดมากเกินไป  ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก  เราจึงไม่ได้มองเห็นสิ่งจริงแท้  หรือประสบการณ์จริงๆอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงหน้า  เราคิดอยู่ตลอดเวลา  และมีความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลาต่อสิ่งนั้นสิ่งนี้   ในช่วงเวลาไม่นานนักในงานภาวนา  ในเช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ตระหนักรู้นิสัยตัวเองขึ้นมาได้ว่า    เมื่อใครสักคนอยู่ตรงหน้า  ข้าพเจ้าก็คิดวิเคราะห์เกี่ยวกับคนผู้นั้น  ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ใจที่จะรู้สึกรับรู้และรับฟังเขาด้วยซ้ำ  นั่นคือมีหลายครั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริงกับเขา ข้าพเจ้าอยู่กับความคิดของตัวเอง   อยู่กับการตัดสิน มุมมอง และวิเคราะห์   ข้าพเจ้าอยู่ในโลกของตัวเองเสียมากกว่า ข้าพเจ้าจึงพลาดปัจจุบัน และขาดการรับรู้เรื่องราวบางอย่างที่ใครสักคนต้องการสื่อสาร หรือบอกอะไรสักอย่าง  ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ใจและความรู้สึกตัวอย่างทั่วพร้อมจริงๆ ในการรับรู้   และหลายครั้งไม่ได้เปิดใจจริงๆ ในการรับฟัง 

ข้าพเจ้าจึงยังไม่ได้ไปถึงไหนในเรื่องนี้   ถึงแม้ว่าหลังจากเข้าสู่วิถีแห่งการปฎิบัติสมาธิภาวนา   ข้าพเจ้าเริ่มเรียนรู้เรื่องการรู้จักฟังอย่างลึกซึ้งและได้น้อมนำมาปฎิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน  และพยายามฟังด้วยใจที่เป็นกลาง    แต่จนบัดนี้ก็ยังเป็นการฟังที่เต็มไปด้วยการคิดวิเคราะห์อยู่นั่นเอง   แม้จะเป็นการคิดวิเคราะห์ที่เป็นกลางมากขึ้นก็ตาม

 

การใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกเป็นเรื่องที่ยากอยู่   แถมบางคนมองว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหลไร้สาระไปหน่อย  ขืนเราทำเช่นนั้นเราคงทำอะไรตามความรู้สึก  ตามอำเภอใจ   ไม่สนใจโลกและสังคมอะไรประมาณนั้น แต่ความรู้สึกในความหมายนี้ คือความรู้สึกตัวอย่างทั่วพร้อม หรือรู้เนื้อรู้ตัวตามภาษาที่ครูตั้มว่า  รู้สึกตัวอย่างมีสติ  ไม่ใช่รู้สึกตัวอย่างเลื่อนลอย  ดังนั้นการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกตัวและมีสติ  ฟังหัวใจและความรู้สึกของตัวเองบ้างมันคงจะดีกว่าอยู่ในโลกของความคิดอยู่ตลอดเวลา  

 ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ขึ้นมาได้   ท่านสอนว่า   “ เมื่อหยุดคิดจึงจะรู้     นี่คือความจริงแท้ดังที่ท่านสอนไว้  ตราบใดที่เรายังคิดมากเกินไป   จิตใจเราก็จะไม่รับรู้อะไรในปัจจุบันขณะ    แม้แต่เรื่องราวที่ดีที่สุดตรงหน้าเราก็จะไม่รับรู้และมองเห็น   ตลอดเวลาที่ผ่านมา  เราจึงไม่เคยพอใจในสิ่งใดจริงๆ  เราวิ่งไปสู่อนาคตเสมอ และคิดถึงวินาทีข้างหน้า  คิดถึงอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าเรื่อยไป  เราไม่เคยอยู่ในปัจจุบันขณะเลย   เมื่อเวลานาทีนั้นได้ผ่านไป  มันก็เลยกลายเป็นอดีตที่ไม่อาจย้อนกับมาได้   นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจไม่น้อย เพราะถ้าหากว่าเวลานาทีนั้นคือนาทีที่สำคัญของชีวิต  เราก็จะสูญเสียมันไปในที่สุด  เพราะเรามัวแต่คิดๆ อยู่นั่นแหละ

จากงานภาวนานี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องราวอันสำคัญว่า  เราควรจะรู้จักอยู่ด้วยความรู้สึกเสียบ้างไม่ใช่อยู่ด้วยความคิด แน่นอนเรายังคงต้องคิดโน่นคิดนี่อยู่  จิตแต่ละคนก็ยังมีการปรุงแต่งไปตามธรรมชาติของมัน แต่เราอาจจะต้องรู้จักเชื่อในความรู้สึกของเราบ้าง ไม่ใช่เชื่อแต่ในความคิดและเหตุผลเสมอไป    โลกของความรู้สึกที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นโลกของความจริง  เป็นโลกของประสบการณ์ที่เรารับรู้ได้จริงๆ  ในขณะนั้นวินาทีนั้น เป็นประสบการณ์ใหม่สดตรงหน้า   ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ได้มาจากการคิดวิเคราะห์ ด้วยทฤษฎี และความคิดเห็นอันมากมายของเรา   การรับรู้นี้เป็นการรับรู้จริงๆ  ด้วยตัวเราเอง   มันดีกว่าอะไรๆ ที่ได้มาจากความคิดเป็นไหนๆ    แถมการทำเช่นนี้อาจจะทำให้จิตใจเราอ่อนโยนและรู้สึกมีเมตตาปราณีต่อใครๆมากขึ้น    ไม่ได้ใช้ชิวิตแบบแข็งกระด้าง  ใช้หัวสมองตัดสินอะไรๆอยู่ตลอดเวลา   แม้กระทั่งในเรื่องของการจะรักใครสักคน  หรือรู้สึกดีๆกับใครสักคน   การคิดว่ารักใครสักคน  กับการรู้สึกว่ารัก ใครสักคน  จึงเป็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด  การคิดว่ารัก….จึงยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่ใจ เป็นเรื่องในความคิดอยู่     แต่การรู้สึกว่ารัก…กลายเป็นเรื่องจริงแท้แก่ใจเราในขณะนั้น          

 เมื่อเราเริ่มเรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก    บางทีเราอาจต้องเผชิญกับเรื่องเจ็บปวดบ้าง แต่นั่นเป็นเรื่องธรรมดา    เพราะเราต้องมาเผชิญกับเรื่องที่ว่า     นานหลายปีที่ผ่านมา   เรารู้จักใครหลายๆคนด้วยความคิด   เรารักและชังใครหลายๆ คนด้วยความคิดและการรับรู้ที่ผิดๆ ของเรา แถมด้วยการปรุงแต่งสร้างภาพมากมายเกี่ยวกับพวกเขา    มันช่วยไม่ได้ที่เราจะต้องมีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นเมื่อเราตื่นรู้ความจริงข้อนี้ขึ้นมาในวันหนึ่ง    แต่มันก็ดีกว่าที่จะหลงไปอยู่ในโลกของความคิดเห็นแบบผิดๆ ต่อใครสักคนแบบนั้นเรื่อยๆ ไป    

 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากเริ่มเรียนรู้การใช้ชิวิตด้วยความรู้สึก  ( เสียบ้าง  )และเรียนรู้ที่จะอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริงกับใครสักคนด้วยความรู้สึก   ไม่ใช่ด้วยความคิด ข้าพเจ้าก็เริ่มรับรู้ถึงสิ่งต่างๆมากมายที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับรู้มาก่อน   รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ  ของใครบางคนที่มีให้ รับรู้ถึงความรู้สึกเป็นทุกข์ รับรู้ถึงความเจ็บปวดของพวกเขา    รับรู้ที่จะเปิดใจตนเองที่จะรับฟังและอยู่ตรงนั้นกับเขาอย่างแท้จริง   รับรู้ที่จะรู้จักรักและเอื้ออาทรต่อใครสักคน ………รับรู้ที่จะรักด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยสมอง.