นอนรพ.คืนแรก โทรศัพท์สายแรกที่ทำให้ผมปลื้มแบบสะลึมสะลือ (จากยาแก้ปวดหลายขนาดที่น้องๆเขาพยายามดับทุกข์ให้ผม)  มาจากน้องๆในที่ทำงานและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องที่ทำหน้าที่ขับรถ 2 คนที่โทรมาเชียร์ผมหลังจากรู้ข่าว  ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย  กำลังใจของผู้คนเล็กๆในสายตาผู้คน มันยิ่งใหญ่ทีเดียวสำหรับผมที่่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพวกเขามาตลอดสี่ห้าปีนี้  ขอบคุณครับ!!

ข่าวดีแรกหลังจากนอนคืนแรกคือ  น้องหมอชวนอาจารย์ที่ทำเรื่อง'ส้นเท้า' จากรพ.มหาราช มาช่วยผ่าตัดได้ ข่าวดีที่สองคือ  จะไม่ใช้อุปกรณ์ราคาแสนแพงที่ต้องสั่งซื้อมาซ่อมส้นเท้าผม เพราะ ไม่ค่อยมีคนทำกันและผลข้างเคียงคือการตายของเนื้อหนังเหนือกระดูกส้นเท้า บริเวณผ่าตัดที่มักเกิดบ่อย จากเลือดเลี้ยงไม่พอ (รายงานต่างประเทศ) หันมาใส่น็อตใส่สกรูที่ใช้กันบ่อยๆ และไม่แพงมากนัก  ดีครับเสียดายตังค์ครับ  อย่างไงๆกระดูกที่แตกเป็น 9 เสี่ยงแต่ละเสี่ยงก็ทั้งเล็ก ทั้งเปราะ นอกจากติดกาวช้าง(คงมีในอนาคตนะครับ)  จะเอาอะไรยึดมาเกาะ ผลลัพธ์มันก็คงงั้นๆแหละครับ เท่าที่รู้นะครับ แต่ที่แน่ๆองค์กรที่จ้างงานผมที่คงต้องเจียดเงินที่แสนจะมีจำกัดจำเขี่ยมา ช่วยค่ารักษา คงประหยัดไปได้เป็นกอง

หมดข่าวดีก็เป็นข่าวร้ายนิดๆ แม้จะไม่ใช่ข่าวร้ายอะไรมากมาย แค่จุกจิกกวนใจพอควรครับ เพราะต้องนอน นอน แล้วก็ นอน ให้เท้าที่กำลังเป็นเท้าช้างอยู่ยุบบวมก่อนถึงจะผ่าตัดได้ เลยต้องเลื่อนจาก 2 วัน เป็น 4 วัน และในที่สุดก็ 7 วัน ถึงจะได้ฤกษ์งามยามดี

10 วันเต็มๆ ที่เป็นการนอนเฉยๆต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้  ผมได้รับความกรุณาจากพี่ๆและเพื่อน ทั้งในรพ.จังหวัด และจากคนคุ้นเคยทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง  แต่คนที่ผมคิดว่า น่าจะเหนื่อยที่สุดคงเป็นภรรยาที่รัก  ที่ต้องมีชีวิตที่วนเวียนเวียนวน กับงานบ้านที่ต้องทำ มีพ่อของผม(ป่วยอยู่บ้าน)และลูกๆต้องดูแล ขับรถไปๆมาๆวันละเกือบร้อยกิโล แถมยังต้องมาหลับๆตื่นๆ ดูแลผมที่รพ.อีก ชาตินี้ชาติหน้าชดเชยให้ไม่หมดครับ

ช่วงที่นอน หน้าสู้ฝ้า(เพดาน) หลังสู้เตียง นี่แหละครับ  มันมีเวลามากมาย คิด จินตนาการ ทบทวน ทดสอบ ทดลอง กับความเชื่อ ความรู้ ต่างๆนานา แบบปวดไป ทรมานไป คิดไปเรื่อยๆ ดีกว่าอยู่เปล่าๆครับ

ปกติผมจะเป็นคนประเภทที่มักจะไม่คิดลมๆแล้งๆกับการมองย้อนอดีตว่า  "ไม่น่าเลย ถ้าย้อนอดีตได้ ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้...จะอย่างโน้น..."  เพราะมันเกิดไปแล้ว กลับชอบมองว่าอะไรเป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรให้เกิดอีก  จะเตือนตัวเองในการทำโน่นทำนี่ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องซ้ำเก่าอย่างไง  แต่ผมมันก็ปุถุชนครับ ที่มัักลืมหรือไม่ตระหนักถึงสิ่งที่ตั้งใจว่าจะระวังนั่น ระวังนี่    ผมนึกได้ว่าทุกครั้งที่จะปีนบันไดตัวนี้มักจะตรวจนั่นตรวจนี่  แต่ด้วยความที่ใช้มันปีนบ่อย บ่อยมากจนประมาท  บวกความทะนงตัวว่า คล่องตัว วิ่งวันละ 4 กิโล โยคะทุกวัน ปีนป่ายมาเยอะ เอาตัวรอดได้ทุกที  ก็เลยได้พบกับความเป็นจริงว่า เราน่ะไม่เก่งจริง อายุ50แล้ว ไอ้ที่เคยคล่องเคยว่องไวมันก็แค่อดีต  จำได้เลยว่าตอนบันไดมันพับตัวมันเองลงมา จุดยึดเกาะที่จะช่วยเราได้ที่เห็นอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม กลับไม่ได้ขยับมือไปเกาะเลย เอาแต่เกาะบันไดแน่น ก็เลยลงมากองกับพื้นพร้อมกับมัน  เริ่มคิดตรงนี้ก็เลยสอนตัวเองตอนนี้ว่า

แทนที่จะหลงตัวเองว่า เวลาผ่านไปๆ อายุยิ่งมาก ประสบการณ์ความรู้ความชำนาญยิ่งเพิ่มพูน สู้ได้ไม่ต้องกลัวใคร ฉันคือฉันเอง    ต้องมาคิดใหม่ว่า

อายุมากขึ้นๆ  เวลายิ่งเหลือน้อยๆ  ประสบการณ์ความตื่นรู้ไม่ประมาทต้องยิ่งมากต่างหาก ไม่ต้องสู้กับใครแค่สู้กับตัวตนของตัวเองได้บ้าง  ก็เก่งเหลือหลายแล้ว

ผมเคยประสบเหตุการณ์อุบัติเหตุจากพฤติกรรมสุดทนของตัวเองหลายครั้งใน 25 ปีที่ออกมาใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก  ผมคิดเสมอว่า การผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย 4 - 5 ครั้งในอดีตทำให้ผมมีมรณานุสติมากขึ้น และปล่อยวางได้มากขึ้น เลยมักจะคิดว่า 'มันเป็นเช่นนั้นเองๆ'  แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มาคิดทบทวนได้อีกเยอะว่า  ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ถึงจะมีความเจ็บปวดบ้าง มันก็ยังห่างไกลจากความเจ็บปวดที่แท้จริงมากนัก  และที่เจ็บครั้งนี้ ก็คงเทียบไม่ได้สักเสี้ยวที่ผู้ป่วยจำนวนมากที่ผ่านมือผมมาได้รับ   ซึ่งในตอนนั้นๆผมก็นึกว่าผมเข้าใจ และรู้สึกถึงความเจ็บปวดทุกทรมานของเขาเหล่านั้น  แต่แล้วมันก็รู้แค่ที่เขียนไว้ในตำรา หรือจินตนาการเอง  เลยฝากบอกพี่ๆน้องๆชาวสาธารณสุขว่า

การปลอบประโลมให้คนไม่กลัวความตาย หรือยอมรับความตายได้บ้าง อย่างที่เราช่วยกันทำในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มันก็คงเป็นเป้าหมายที่ดีงามและสำคัญ  แต่คงต้องให้เวลาให้มากกับการช่วยกันมอง ช่วยกันสัมผัสความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ทั้งกายหรือใจ หรือเหมือนตายทั้งเป็น ของพวกเขาและญาติอย่างลุ่มลึก   แล้วใ่ส่ใจในการแก้ไข หาวิธีประคับประคอง ให้ทุเลาเบาลงบ้าง ควบคู่กันไปด้วย

(ยังมีต่อครับ ขอพักเดี๋ยว)

ปล.(ปัจฉิมลิขิต คิดได้เมื่อภายหลัง) น้องๆพี่ๆ หลายท่าน ให้กำลังใจมาทั้งทาง blog และทาง email ต้องขอบคุณทุกท่านไว้ที่นี้นะครับ หลายท่าน แซวมาว่า อาจารย์เล่าแล้วอะไรต่ออะไรเยอะแยะ เหมือนไม่ค่อยปวดจากอาการบาดเจ็บ  ถ้าถามถึงช่วงแรกก็ต้องบอกว่า การได้ทำอะไรอย่างใส่ใจ มันก็ทำให้ลืมความเจ็บปวดได้อย่างคุ้มค่าครับ   แต่ถ้าถามถึงวันนี้ อาการก็ทุเลาไปบ้างแล้วจริงๆครับ  เหลือแต่เท้าที่ไม่ค่อยเป็นใจ คือมันจะปวดบวมเวลาห้อยขาเวลานั่งใช้คอมฯนาน  ลองนอนพิมพ์คอมฯ ก็ใช้ได้ครับไม่ค่อยบวม แต่ปวดหลังปวดคอ ตามวัย แทนเสียนี่ เลยเลือกวิธี ทำไปเรื่อยๆบวมก็นอนครับ  ผมก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร จุดมุ่งหมายหลักจริงคือ  ผมเสียดายความรู้สึกเหล่านี้ เรื่องดีๆนานๆไปผมลืมทุกที  ผมเลยอยากบันทึกไว้ อ่านตอนหลัง จะได้เตือนใจตัวเอง เป็นระยะๆ  แต่ไหนๆก็จะบันทึกแล้วก็เลยเอามาฝากอ่านเผื่อจะได้ความคิดเห็น ชี้แนะอะไรบ้าง เชิญนะครับ

วราวุธ