มาต่อกันครับว่า ชาวไทผาเก มีวิถีชีวิตครอบครัวกันอย่างไร
ชาวพาเกนิยมไหว้พระทำพิธีกรรมทั้งในบ้านและที่วัด
เดิมชาวไทพาเกมีจำนวนมาก นับร้อยเผ่า เช่น Thumung Wingken Manhai Chekhap Chowhailung Kangmung Homen Tonkla Pomung Choton Tumten Lokho Misa Homa Mungnoi Cheken Mahao และ Kolo ปัจจุบันเป้นที่น่าเสียดายว่าเหลืออยู่เพียงไม่กี่หมู่บ้านและมีจำนวนเพียง 2000 คนเท่านั้นเอง
ชาวไทผาเกนิยมแต่งงานกันเฉพาะในเผ่าตน และมีภรรยาคนเดียว นิยมแต่งงานกันในวัย 20 - 25 ปี สำหรับผู้ชายและ 16 - 20 ปีสำหรับผู้หญิง จะสังเกตุผู้หญิงว่าแต่งงานแล้วดูที่เสื้อและผ้าโพกสีขาว มีการแต่งงานกันระหว่างญาติได้ เจ้าสาว Bride ต้องจ่ายเงินให้ เรียกว่า Tanka หรือสินสอด แต่บางครั้งก็ไม่มาก เช่น 140 รูปี ซึ่งอาจจะเรียกสูงขึ้นเป็น 200 หรือลดลงเหลือ 7 รูปีก็ได้ซึ่งต้องจ่ายสด บางครั้งมีการจ่ายสินสอดเป็นวัวก็ได้ การหย่าไม่ค่อยมีให้เห็น และไม่มีพิธีการสำหรับการหย่า สาเหตุของการหย่าก็เช่นการนอกใจ ความไร้ความสามารถของภรรยาและการไม่สามารถมีลูก แม่ม้ายที่จะแต่งงานใหม่จะต้องได้รับอนุญาตจากญาติของอดีตสามีเก่า
ชาวไทผาเกยังคงมีขนบธรรมเนียมที่ดีของตนเอาไว้ ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว เคารพนับถือกัน มีคำที่เรียกผู้ใหญ่ฝ่ายชายว่า Lung และ ฝ่ายหญิงได้แก่ Me (น่าจะคือแม่) Meleng (น่าจะเป็นแม่เลี้ยง) และ Mechao แม่เจ้า (แม่ยาย)
ทรัพย์สมบัตมี 2 อย่างคือ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินพ่อแบ่งให้ลูกๆ เท่ากัน เมื่อพ่อตาย ส่วนของพ่อจะให้กับลูกที่อยุ่และเลี้ยงดูพ่อ ทั้งนี้ลูกสาวไม่ได้รับมรดกส่วนนี้ อย่างไรก็ดี หากสามีตาย สมบัติจะตกไปยังน้องชายของสามี แต่หากต่อมาหากม้ายนั้นมีลูก สมบัติก็จะตกมาอยู่กับลูกที่เกิด
ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของชาวไทผาเกอยุ่กันด้วยความเข้าใจและผูกพันกัน สตรีได้รับการยอมรับว่าเท่าเทียมกับผู้ชายในการเลี้ยงครอบครัว เด็กเกิดใหม่ๆ ภายใน 15 วันจะมีพิธีง่ายๆ ในการตั้งชื่อเด็กที่เกิด เรียกว่าพิธี Ao Long Lukon โดยจะเชิญเฉพาะหญิงชรามาตั้งชื่อลูกตามวันเดือนปีเกิด สำหรับงานที่เกี่ยวกับหญิงชรานั้น จะเรียกว่า Chan Khaowan อย่างไรก็ตามสำหรับการโกนจุกนั้นไม่มี
สำหรับหญิงสาว ก็มีพิธีเหมือนกัน พอเร่มโตเป็นสาว ก็จะเก็บตัวในห้อง 2 วันในห้อง ไม่ให้เข้าไปในห้องที่บูชาเจ้าที่ Finam วันที่ 3 จึงมีการอาบน้ำชำระร่างกายต่อหน้าหญิงชราซึ่งหลังจากนั้นจะมีการมอบ Chadar ผ้าโพกสีขาวให้เป็นอันจบพิธี
สำหรับคนตายที่ไม่ได้ตายตามธรรมชาติ เช่นเป็นโรคหรือถูกเสือกัด จะมีการเผาและฝ่งโดยไม่มีพิธีอะไร แต่หากเป็นการตายธรรมชาติ ลูกชาย ลูกสาวและญาติจะอาบน้ำศพ ลูกชายคนโตจะจุดไฟเผาหน้าศพ พระจะสวด Strotras เมื่อกลับจากการเผาศพ จะต้องล้างน้ำขมิ้นที่ต้มแล้ว (Tumeric mixed with water and fire) วันที่ 6 และวันที่ 7 พระจะสวดและให้ของขวัญแก่ครอบครัวและญาติ
คนทำกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่ ครอบครัวหนึ่งจะมีที่ดิน 10 Brghas รวมทั้ง Basti หลังคาใช้ใบ Takau มุงหลังคา ทอผ้าที่เรียกว่า Tona Kapor ผลิตสินค้าหัตถกรรมหลายอย่างนอกจากกสิกรรมแล้ว ชาวไทผาเกมักจะประกอบอาชีพเป็นครู ข้าราชการท้องถิ่น
ชาวไทผาเกมีสภาหมู่บ้าน มีหัวหน้าเรียกกันว่า Gaonbura เป็นเสมือนประธานสภา และเป็นสมาชิกสภา All Assam Buddhist Association มีระเบียบการปกครองที่เรียกว่า Thamachat เสมอืนกฏหมายของชุมชน ขโมยไม่ค่อยมี ที่น่าทึ่งก้คือทุกครัวเรือนจะมีภาพพระพุทธเจ้าไว้สักการะบูชาโดยผู้ชายที่มีอายุมากที่สุดในครอบครัวจะเป็นผู้นำสวดและจะนับถือศีลแปด Asta Sheel ส่วนคนอื่นๆ ก็จะถือศิลห้า Pancha Sheel ชาวไทพาเกเชื่อเรื่องการทำบุญโดยการให้ K’danang tasang manusanang และเชื่อในพระนิพพาน รวมทั้งเชื่อว่าวิญญานไม่สูญ Khon Mao Hai Chi Cho
นอกจากจะถือพุทธแล้ว ยังนับถือเจ้าที่เจ้าทางด้วย เรียกกันว่า ผีน้ำ Finam โดยการฉลองเทศกาล Fisomyung เจ้าที่ประจำหมู่บ้าน Chaochi ในเดือนธันวาคมของทุกปี หรือช่วงเดือนเมษายนเพื่อให้เจ้าที่ป้องกันหมุ่บ้านจากศัตรู พระหรือ Vikshoo และ Sramans สามเณร และ Pathek

เทศกาลต่างๆ มี Poi Chang Ken จะมี Morhams ร้องเพลงพื้นบ้าน ส่วนจารึกก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันที่เรียกว่า Fe Fan เช่นถ้าได้ดื่มน้ำทะเลกับน้ำผึ้งในฝัน ทำนายว่าจะได้สิ่งที่ปรารถนา Namik หรือถ้าฝันว่างูเข้ามาในบ้านเรือน จะมีคนตายหรือป่วย Tai Kham
สุภาษิต ตัวอย่างเช่น Ni Kin Ka Ka Chang Ngu ถ้าหนูกินเมล็ดพืช พืชพันธ์และงูจะถูกทำโทษ
มีนิทานที่ชาวไทผาเกนิยมเล่าได้แก่เรื่อง Pu Son Llan คือปู่สอนหลาน
เทศกาลทางศาสนาเช่น Poi Kathin กฐิน ยังคงมีอยู่
แม้จะเป็นพุทธแต่ชาวไทผาเกจะไม่ค่อยไปยุ่งกับคนนอกกลุ่ม และจะไม่นิยมแต่งงานข้ามกลุ่มเด็ดขาด กล่าวกันว่าเพราะชาวไทผาเกไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากกลุ่มอื่น โดยรวมชาวไทผาเกชอบอยู่อย่างสงบ ไม่ปะปนกับกลุ่มอื่น และไม่ชอบที่จะให้กลุ่มอื่นเข้ามายุ่มย่ามในกลุ่มตน เช่นสุสานในหมุ่บ้าน ห้านคนนอกกลุ่มมาฝั่งศพร่วมกันเด็ดขาด
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันความเจริญเข้ามา มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมควร หมู่บ้านชาวไทผาเกจัดเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงได้เพราะพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ มีการติดต่อซื้อขายข้าวจากพ่อค้าภายนอก มีการใช้แรงงานทำนาจากคนนอกหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งก็เป็นการจ้างแบบให้ข้าวเป็นค่าจ้าง
ที่น่าสนใจก็คือจำนวนผู้รู้หนังสือในหมู่บ้านค่อนข้างสูงคือร้อยละกว่า 48 อ่านออกเขียนได้ เหตุผลมาจากฐานะของครอบครัวซึ่งส่วนใหญ่จะมีคนรับใช้ ทำให้เด็กๆ ชาวไทพาเกมีเวลาสำหรับการเรียน
เด็กจะต้องไปเรียนหนังสือที่วัดด้วยโดยเฉพาะภาษาไทและศาสนาพุทธโดยไม่ได้ละทิ้งการเรียนในโรงเรียน ในส่วนของสุขภาพก็ยังมีการใช้การรักษาแบบดั่งเดิมอยู่บ้างคือการใช้ Mantras มนต์ในการรักษาโรค รวมทั้งตำรายาเก่าๆ
ชุมชนไทผาเกได้ปรับตัวเข้ากับสังคมสมัยใหม่อย่างมาก มีวิถีชีวิตที่ทันสมัยเช่นโทรทัศน์ จานดาวเทียม แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิมด้วยความภูมิใจ คนที่มีการศึกษาจะนิยมเป็นข้าราชการมากกว่าจะลูกจ้างและจะไม่นิยมจ้างในหมู่กันเอง
............................................................
จบเรื่องเกี่ยวกับไทผาเกครับ ต่อไปจะได้นำเรื่องไทอาหามาฝากกันต่อไปครับ
สวัสดีครับ ท่านทูตฯ
ตามมาติดตามเรื่องราวที่น่ารู้ของพี่น้องไทในต่างแดนครับ
ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนานมาแล้ว
รู้สึกจะชื่อ "ประวัติศาสตร์ชนชาติไท"
จำได้ว่าเป็นงานวิจัยที่ได้รับทุน สกว.
ในเล่มนั้นได้กล่าวถึงลักษณะร่วม 3 ประการของชนชาติไท คือ
1. กินข้าวเป็นอาหารหลัก
2. มีความเชื่อเรื่อง "ขวัญ"
3. ชอบปลูกบ้านใต้ถุนสูง
(ถ้าผิดเพี้ยนไปจากนี้ก็ขออภัยด้วยครับ)
อยากเรียนถามท่านทูตว่า เท่าที่สัมผัสกับพี่น้องไท ในอินเดีย
ไม่ว่าจะเป็น ไทอาหม หรือ ไทผาเก
พวกเขามีลักษณะร่วมที่ว่านี้หรือไม่ครับ
ขอบคุณนะครับ สำหรับข้อมูลดีๆ ที่น่าสนใจ
คุณ ณภัทร๙ ครับ
ตรงกันทั้ง 3 ข้อครับ
สำหรับเรื่องขวัญ ถ้าคิดไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องความเชื่อในเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน
ซึ่งเท่าที่สัมผัสมา ก็มีพิธีกรรมในเรื่องนี้ด้วยครับ
และเนื่องจากอัสสัมมีไม้ไผ่มาก คนไทจึงนิยมใช้ไม้ไผ่มาทำบ้านเรือนและของใช้ต่างๆ ครับ
ขอบคุณครับที่มาทักทาย
สวัสดีอีกรอบครับ ท่านทูต
ผมเองก็ไม่ค่อยกระจ่างนักในเรื่อง "ขวัญ"
แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางจิตใจอยู่มาก
เช่นเวลา ตกใจมากๆ เราก็เรียก "ขวัญหนีดีฝ่อ"
จนอาจต้องมีการทำพิธี "เรียกขวัญ" หรือกล่าว "ขวัญเอ๊ย...ขวัญมา"
เรามีคำเรียกหลายคำที่เกี่ยวกับ "ขวัญ"
"ขวัญ" (ที่อยู่ตรงศรีษะ)
"ขวัญข้าว" เท่าหัวเรือ "ขวัญเกลือ" เท่าหัวควาย
"มิ่งขวัญ"
"บายศรีสู่ขวัญ"
"ขวัญกำลังใจ"
และลึกซึ้งมากนะครับสำหรับคำว่า "ขวัญ"
ตอนนี้ประเทศเรา และคนทั่วโลกกำลัง "เสียขวัญ"
จากเหตุการวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
ไม่ทราบว่าจะมีวิธีการไหนบ้างไหมนะครับ
ที่จะเรียก "ขวัญ" ที่เคยอยู่กับประเทศเราให้กลับคืนมา
ชักจะฟุ้งไปใหญ่แล้วครับ แค่นี่ก่อนนะครับ
:)
คุณ ณภัทร๙ ครับ
บายศรีสู่ขวัญมีแน่นอนครับ
เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนหมู่บ้านไทผาเก ก็มีการผูกข้อมือ เป็นการบายศรีด้วยครับ
สำหรับขวัญที่จะช่วยคนไทยและชาวโลกนั้น มีอยู่แล้วครับ หากมองและดูกันให้เห็น
วิกฤติการณ์ในโลกล้วนเกิดจากการไม่ดำเนินอยู่บนความพอเพียง ไม่พอดี มีความรู้แต่ไม่มีคุณธรรม จึงเกิดผลน่ากลัวแบบนี้
วิธีการจึงควรบายศรีสู่ขวัญ โดยพิจารณาน้อมนำหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้กับชีวิต
เป็นเสมือนการบายศรีสู่ขวัญให้ตนเอง
ให้คนกลับมาสู่ความพอดี พอเพียงเพื่อความสุขที่ยั่งยืนครับ
ผมขอย้ำครับว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกของสังคมโลกครับ
เราควรภูมิใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราชาวไทยเป็นผู้ที่คิดแนวนี้ขึ้นมามอบแด่ชาวไทยและชาวโลก
เจริญสุขครับ
ลึกซึ้งมากครับ และเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ขวัญ" ของคนไทย และคนทั้งโลกคือ "ความพอเพียง"
เราเคยมีมานานแล้ว แต่เรากลับลืมมันไป
ในหลวงท่านได้พยายามมานานแล้วใช่ไหมครับ
ที่จะเรียกขวัญเราคืนมา
หลังจากที่เราต่าง "เสียขวัญ" ไปกับ เหล่าปีศาจ "วัตถุนิยม" "ธนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "อำนาจนิยม" โดยไม่รู้ตัว
ได้ฟังแนวคิดท่านทูต ทำให้คิดเล่นๆว่า
น่าจะมีพิธีกรรม "บายศรีสู่ขวัญ" ระดับชาติ
ที่แฝงนัยยะแห่งปรัชญา "พอเพียง"
ให้หยั่งรากลึกลงสู่ใจคน มิใช่เป็นเพียงคำพูดติดปาก
ที่พูดกันจนเป็นแฟชั่น
ขวัญเอ๊ย...ขวัญมา...นะคนดี
คุณ ณภัทร๙ ครับ
ถ้าประเทศชาติไม่บายศรีแนวทางดังกล่าว
ก็น่าห่วงว่า จะไม่ต่างจากประเทศมุ่งพัฒนาทั้งหลาย ไปสู่ความไม่ยั่งยืนครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ดูวัด เจดีย์ คล้ายๆ แถวแม่ฮ่องสอนเลยนะครับ
วันก่อนอ่านโพสทูเดย์ เห็นบทความของพอลฯ ด้วยล่ะ อิๆ
คุณ ธ.วั ช ชั ย ครับ
คนไทยนี่แปลกครับ ในขณะที่ประเทศอื่นตระหนักถึงความมีศักยภาพของอินเดียและว่าเป็น land of wisdom คนไทยกลับมองเห็นอินเดียลางๆ มาก
ลบสุภาษิตที่ว่า เจองู เจอแขก....ไม่ออกครับ
อัสสัมของอินเดียหรืออีสานของอินเดีย สามารถเป็นดินแดนเชื่อมระหว่างไทยกับอินเดียได้ครับ
สำหรับข้อเขียนในไทยโพสต์ ผมพยายามที่จะชวนให้ไทยมองอินเดียครับ
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย