เพศ

กระเทย...คุณรู้จักดีแค่ไหน

 

กะเทย เป็นคำที่มีมาแต่ดั้งแต่เดิม ใช้มานมนาน เป็นคำที่เรียกกลุ่มคนผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. ผู้มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิงในร่างเดียวกัน (Hermaphrodite)

2. ชายหรือหญิงที่แปลงเพศ (Transexualism)

3. ชายหรือหญิงที่นิยมแต่งกายในชุดของเพศตรงข้าม (Transvestism)

4. ชายหรือหญิงผู้มีใจรักใคร่เพศเดียวกัน (Homosexuality) ส่วนใหญ่หมายถึงชายรักชาย และอาจหมายถึงหญิงรักหญิงด้วยกัน แต่ที่มักไม่ค่อยพูดถึงกันนัก

โดยการจำแนกทางการแพทย์แล้ว กะเทยแบ่งเป็น
4 ประเภท ตามลักษณะทางกายภาพ นิสัย รสนิยม พฤติกรรม แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร ผมรวบรวมข้อมูลมาให้ครับ

1. กะเทยแท้ (Hermaphrodite)

คือคนสองเพศในร่างเดียวกัน (Two in one) เป็นความผิดปกติของธรรมชาติทางร่างกาย มีผลทำให้จิตใจสับสนว่าเราเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่

2. กะเทยผิดเพศหรือแปลงเพศ (Transsexualism)

คือ คนที่ไม่พอใจและไม่ยอมรับเพศที่แท้จริงของตัวเองโดยกำเนิด มีพฤติกรรมแสดงออกแบบเพศตรงข้ามตลอดเวลา รู้สึกว่าตัวเองเกิดผิดเพศและมักอยากแปลงเพศให้เป็นตรงกันข้ามกับต้นฉบับเดิมที่แม่ให้มา อาจแปลงด้วยวิธีการกินยาฮอร์โมน หรือศัลยกรรมผ่าตัดซะเลย
ส่วนใหญ่ที่เจอะเจอมักเป็นชาย กายเป็นชายใจเป็นหญิง จะรู้สึกว่าแท้ที่จริงเธอเป็นผู้หญิง 100% มีแต่ร่างกายหรือเครื่องเพศเท่านั้นที่เป็นผู้ชาย ที่น่าสนใจก็คือเธอหลายคนสวยเด่นเหลือหลาย สะโพกผาย อกโต หุ่นเพรียวลมงดงาม ทำเอาผู้หญิงแท้มากมายรู้สึกขายหน้ายิ่งนัก

ถ้ามีการประกวดประชันกันระหว่างนางสาวไทยกับมิสทิฟฟานีบนเวทีเดียวกัน ยังนึกภาพไม่ออกว่าผลจะเป็นอย่างไร ผมชักอยากถือหางกลุ่มประเภทหลังซะแล้ว ดูแล้วน่าจะเป็นต่อเล็กน้อย

มีการตั้งชื่อเรียกคนกลุ่มนี้ตามสภาพความจริงว่า "สาวประเภทสอง สาวดาวเทียม" หรือถ้าสวยหยาดเยิ้มบาดตาบาดใจก็เรียกเธอว่า "นางฟ้าจำแลง"

( ใครไปเจอนางมารแปลงกายก็แย่หน่อย )

3. กะเทยลักเพศ (Transvestitism) แปลตามชื่อเลยครับ คือไปลักเอาเพศอื่นมา บางคนแก้ตัวว่า ไม่ได้ลักสักหน่อย แค่ "ขอยืม" มาใช้ชั่วคราวเท่านั้นเอง กลุ่มนี้ชอบแต่งกายเป็นเพศตรงข้าม แต่งหน้า ทำผม เท่านี้ก็พอใจแล้ว อาจทำโดยเปิดเผยหรือเฉพาะลับตาคนก็ได้ กลุ่มนี้ไม่ต้องการแปลงเพศเหมือนกลุ่มแรก กลุ่มนี้อาจเป็นได้ทั้งรักใคร่เพศตรงข้าม หรือเป็นโฮโมหันมาชอบไม้ป่าเดียวกัน

4. รักร่วมเพศ (Homosexuality)

ชื่อนี้ดูแปลกๆ ทำให้เข้าใจตามภาษาได้ว่า "ความรักที่มุ่งมั่นจะร่วมเพศกัน" ทำให้บางคนไม่ชอบคำแปลนี้ จริงๆแล้ว รักร่วมเพศหมายถึงผู้ที่ต้องการมีความสุขกับเพศเดียวกัน อันได้แก่ ชายรักชาย และหญิงรักหญิง ทั้งสองฝ่ายอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน คือ


- ชายรักชาย
มีชื่อเล่นเยอะ เช่น ไม้ป่าเดียวกัน ชาวดอกไม้ ชาวสีม่วง แต่โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า เกย์ (Gay) แบ่งเป็น เกย์คิง กับเกย์ควีน 

เกย์คิง (Gay-king) คือผู้ที่ชอบ "แทงข้างหลัง" หรือเรียกว่า "ผู้เป็นแขก"

เกย์ควีน (Gay-queen) คือผู้ที่ชอบ "หันหลังให้เขาแทง" หรือเรียกว่าเป็น "แผนกต้อนรับ"แต่ถ้าเป็นได้ทั้งแขกและแผนกต้อนรับ ทำหน้าที่ทั้งสองบทบาทในเวลาเดียวกัน อย่างนี้เรียกเป็นเกย์ควิง (ผสมระหว่าง king กับ queen)

หรือเกย์ไบ..


- หญิงรักหญิง

คนไทยเรียกกันมาแต่ดั้งแต่เดิมว่า "อัญจารี" มาจากคำว่า อัญ บวกกับ จารีต มีความหมายตรงตัวว่า ผู้ประพฤติที่แตกต่าง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า เลสเบี้ยน (Lesbian) แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ทอม มาจากภาษาอังกฤษว่า Tom boy ผู้หญิงบางคนเรียก "ทอมมี่" เป็นฝ่ายที่ทำตัวเสมือนชาย เข้มแข็ง บึกบึน เป็นผู้นำ รับผิดชอบ ดูแล เทคแคร์ เอาอกเอาใจ ดี้ มาจากภาษาอังกฤษว่า Ladyเป็นฝ่ายทำตัวเป็นผู้หญิ๊ง-ผู้หญิง บอบบาง ไร้เดียงสา ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยถนัด

คราวนี้มาพิจารณาคำที่เจอบ่อยๆ

ประเทือง


พอมาถึงตรงนี้ ลองช่วยกันคิดหน่อยนะครับว่า "คุณประเทือง" ของไท ธนาวุฒิ น่าจะจัดอยู่ในกะเทยประเภทไหน ถ้าเพื่อนเก่าเราที่เคยเป็นชาย แล้วต่อมากลายหญิงสาวสวย จนเกือบหลวมตัวจีบ..ผมเองก็เคยมีเพื่อนแบบนี้เหมือนกัน  แต่ก็คบกันได้ครับ  คนเรานิสัยใจคอดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
เกย์ ที่กล่าวมาแล้วหมายถึงผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน แต่เขายังกำหนดเพศตนเองเป็นผู้ชาย 100% เต็ม ภายนอกเป็นชายเต็มตัว ดูไม่ออกไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นเกย์ บางคนมีลูกมีเมีย มีครอบครัว อาจมีไว้บังหน้าหรือเพราะสังคมบังคับ หลังแต่งงานแล้วภรรยาอาจลำบากใจ เศร้าหมอง หรือช็อกเมื่อวันหนึ่งทราบความจริงว่า
"สามีของเธอ ตกเป็นภรรยาของชายอื่น"

อยากทำความเข้าใจก่อนตรงนี้ว่า ผู้ชายที่แต่งงานแล้วก็ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าเขาไม่ใช่เกย์ ในทางตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน ผู้ชายที่ไม่แต่งงานก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นเกย์ จะเห็นว่าความเป็นเกย์อยู่ที่ในใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัว หลายคนถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไร ผมก็เลยถามกลับว่าแล้วจะรู้ไปทำไมมันเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับชีวิตของเขา ยกเว้นแต่เขามาขอแต่งงานกับคุณ แล้วคุณสงสัย

ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว จิตแพทย์ยกเลิกการวินิจฉัยว่า Homosexuality เป็นความผิดปกติ โดยให้ถือว่าเป็นวิถีทางเลือกอย่างหนึ่งของชีวิต เป็นรสนิยมที่แตกต่างจากคนทั่วไป เป็นคนกลุ่มน้อยเหมือนคนที่ถนัดมือซ้ายในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ถนัดมือขวากัน

ตุ๊ด

เกย์ส่วนหนึ่ง มีท่าทางกระตุ้งกระติ้ง กระเดียดไปทางผู้หญิง คนทั่วไปมักเรียกว่าตุ๊ด บางคนเข้าใจว่า ตุ๊ดมาจากภาพยนตร์เรื่อง Tootsie ที่ดัสติน ฮอฟแมนผู้เป็นพระเอกปลอมตัวเป็นผู้หญิง ( ไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านเคยดูไหม ) ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าตุ๊ดมีใช้ในเมืองไทยตั้งแต่ยังไม่มีหนังเรื่องนี้เลย ทฤษฎีนี้เลยตกไป บางคนบอกว่ามาจากคำว่า "ตูด" เพราะเข้าใจว่ามีความสนิทสนมและใช้ประโยชน์พื้นที่ส่วนนี้มากกว่าคนทั่วไป หลายคนบอกว่ามาจากอาการกระตุ๊งกระติ๊งเกินปกติ คนจึงเรียกเธอว่า "ตุ๊ดตู่" และ "แต๋วแหวว" เลยเรียกรวมกันเป็น ตุ๊ดกับแต๋ว ในเวลาต่อมา ส่วนว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องไปสอบถามผู้รู้ทางภาษาดูนะครับ


คราวนี้มารู้จักคำที่พูดกันน้อยนั่นคือ

 

รักสองเพศ (Bisexuality) หมายถึงคนที่มีความสุขทางเพศได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง มีคำเล่นใช้หลากหลายเช่น เสือไบ ใบไม้ หรือพวกกระแสสลับ

รักต่างเพศ (Heterosexuality) ได้แก่ชายจริงหญิงแท้ ผู้มีจิตใจรักใคร่เพศตรงข้ามเหมือนกับเราท่านทั้งหลายนี่แหละ และนับเป็นความโชคดีของคนกลุ่มนี้ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด สิ่งที่พวกเขากระทำจึงถือเป็นความปกติ ในวันหนึ่งข้างหน้าถ้าคนนิยมเพศตรงข้ามน้อยลง พฤติกรรมเยี่ยงนี้จะกลับไปเป็นความผิดปกติหรือเปล่าน่าคิด! ( แต่ผู้เขียนยืนยันนะครับว่า..อยู่ในกลุ่มนี้ )

บทบาทการแสดงของ "เพศที่สาม" จะทำให้เยาวชนเกิดการเลียนแบบหรือไม่  เราพบว่าเพศที่สามมีบทบาทมากขึ้น  ทั้งรายการโทรทัศน์  หนัง  ละคร  แต่ก็ต้องยอมรับนะ  เขาเหล่านั้นมีความสามารถ  เก่ง ผู้ใหญ่ก็เกรงว่า  เอ...จะเป็นแบบอย่างให้เด็กๆเลียนแบบเป็นกระเทยกันทั่วบ้านเต็มเมืองหรือเปล่า เคยมีรายการสนทนาต่างๆร่วมกับนักวิชาการจับประเด็นมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่มีความเห็นกันว่า

-          ผู้ที่เป็นไปแล้ว คงไม่ต้องกล่าวถึง จะมีหรือไม่มีละครให้เลียนแบบ เธอก็ดำเนินชีวิตในวิถีทางที่เลือกเอง

-          ผู้ชายทั้งแท่งซึ่งรักใคร่เพศตรงข้าม ถึงมีละครอีก 100 เรื่อง ก็ไม่คิด   

       เลียนแบบ รู้สึกว่าที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว

คนแต่ละคนมีวิจารณญาณของตัวเอง

- กลุ่มลังเล กำลังสับสนตัวเอง ไม่แน่ใจหรือแน่ใจแล้วแต่ไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้าแสดงออก (เรียก "แอบจิต") อย่างนี้รู้สึกว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เป็น ทำให้กล้าเปิดเผยมากขึ้น

ในความเป็นจริง ควรถือเป็นโอกาสอันดี ในการประเมินระดับความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ถ้าเห็นลูกชายของเราชักเริ่มแสดงอาการกระตุ้งกระติ้งเพราะดูแบบอย่างจากทีวี หรือเลียนแบบจากเพื่อนที่โรงเรียนเป็นแฟชั่น ทั้งๆที่คุณพ่อก็เข้มแข็ง บึกบึน ต้องเอะใจว่าเป็น "สัญญาณเตือน" ที่บ่งบอกสถานการณ์ว่าเรากำลังโดนทีวีและเพื่อนๆของลูกยึดอำนาจไปเสียแล้วหรือ จึงควรหันมาใกล้ชิดเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูกๆของเรา และควรใช้เวลากับลูกตอนดูทีวีเพื่อให้คำอธิบายที่เหมาะสม บอกเด็กๆครับว่าอะไรควรไม่ควร  สิ่งใดถูกและผิด
ยังไม่มีใครสามารถหาข้อสรุป หรืออธิบายได้ถูกต้องชัดเจน ในเรื่องนี้ ต่างฝ่ายต่างวิเคราะห์ถึงสาเหตุในฐานที่มาที่ต่างกันคือ นักวิเคราะห์ทางจิตสังคม บอกว่าเด็กชายที่เติบโตโดยห่างเหินพ่อ หรือใกล้ชิดทางจิตใจกับมารดาอย่างมาก ทำให้เด็กชายสวมบทบาทของหญิงแทนที่จะเป็นชาย จึงกลายเป็น "ว่าที่กะเทย" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นักวิจัยทางกายภาพพบว่า กะเทยกลุ่มชายรักชายมีฮอร์โมนเพศชายน้อยกว่าชายทั่วไป ฝาแฝดไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเป็นกะเทยเหมือนกันมากกว่าคนทั่วไป หรือมีความแตกต่างของสมองบางส่วน
จากข้อมูลดังกล่าวจึงเชื่อกันว่า กะเทยเกิดจากหลายสาเหตุผสมผสานกันอย่างลงตัว ตั้งแต่พันธุกรรม สมอง การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อม ถ้าคุณเธอทั้งหลายพึงพอใจ และมีความสุขต่อสิ่งที่เธอมี ที่เธอเป็น ก็นับเป็นความชอบธรรมที่เธอจะใช้สิทธิ์ในการเลือกรสนิยมของเธอเอง ไม่มีอะไรน่าห่วง ดูที่สุขภาพจิต ความสุข-ความทุกข์ในจิตใจเป็นสำคัญ  ขอเพียงอย่าทำให้ใครต้องเดือดร้อนเป็นใช้ได้ครับ

 

ติดต่อวิทยากร  0863277561