ผมขออนุญาตอัยการชาวเกาะขอคัดลอกคอมเมนท์ท่านมาไว้ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะท่านชมผมนะครับ แต่ท่านได้ไปสัมผัสของจริงลองอ่านซ้ำอีกครั้งนะครับ “เขียนได้ดีจริงๆครับคุณเบดูอิน ผมไปฟังรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิหม่าม โคมัยนี่ ที่เมืองกุม ทำให้เข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้น เข้าใจเรื่องยิวกับปาเลสไตน์มากขึ้น อเมริกันสร้างภาพอิหร่านให้ดูน่ากลัว ที่เราไปสัมผัสจริงกลับเป็นหนังคนละม้วนครับ”
เรียนท่านอัยการชาวเกาะและท่านทั้งหลาย ถ้าท่านได้อ่าน จดหมายที่ท่านประธานาธิบดี แห่งอิหร่านมีถึง จอร์จ บุช ท่านจะต้องบอกว่า ท่านมะฮ์มูด อะฮ์มาดีเนญาด ท่านแน่มาก ท่านจะไม่แปลกใจเลยที่บุช ตั้งท่าจะฟัดอิหร่านอย่างเดียว ผมได้นำเสนอทางรายการ ลูกแอ๊ด ลองติดตามนะครับ
สาส์นจากท่านศาสดามุฮัมมัดถึงบาทหลวงโบสถ์แคเธอรีน
ด้วยพระนามแห่งพระเจ้า ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
“นี่คือสาส์นจากมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮ์(เพิ่ม-บิดาท่านชื่ออับดุลลอฮ์) ในฐานะข้อสัญญากับผู้ที่เป็นคริสเตียน ทั้งที่อยู่ใกล้และห่างไกลออกไป
แท้จริงฉันคือผู้รับใช้ ผู้ช่วยเหลือในการปกป้องพวกเขา เพราะชาวคริสเตียนคือประชาชนของฉัน และขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า ฉันจะขจัดทุกสิ่ง ที่สร้างความไม่พอใจแก่พวกเขา
จะไม่มีบังคับเหนือพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลดผู้พิพากษาจากตำแหน่ง หรือการขับไล่บาทหลวงออกจากอาราม ไม่มีใครทำลายโบสถ์วิหาร ทำให้เสียหายหรือนำทรัพย์สินกลับไปยังบ้านมุสลิมได้ บุคคลใดที่นำมันไป เขาคือผู้ละเมิดสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า และไม่เชื่อฟังศาสนทูตของพระองค์ แท้จริงพวกเขาคือพันธมิตรของฉัน และสัญญาของฉันจะคุ้มครองสิ่งที่พวกเขารังเกียจ ไม่มีผู้ใด บังคับให้พวกเขาออกเดินทางหรือเกณฑ์ไปทำสงคราม มุสลิมจะทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อพวกเขา
หากสตรีคริสเตียนจะต้องสมรสกับผู้ชายมุสลิม การวิวาห์จะไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของนาง และนางจะไม่ถูกห้ามเดินทางไปยังโบสถ์วิหารเพื่อ ศาสนพิธีของนาง(หลังจากนางแต่งงานแล้ว)
ศาสนสถานของพวกเขาต้องได้รับการยกย่อง ไม่ถูกหวงห้ามจากการบูรณะซ่อมแซมและการคุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีผู้ใดในประชาชาติ(มุสลิม)จะฝ่าฝืนสัญญานี้ตราบจนถึงวันสุดท้าย(ของโลกนี้)
นัยยะสำคัญของสนธิสัญญาฉบับนี้
1. สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างศาสดาของอิสลามกับนักบวชในศาสนาคริสต์ และการที่ท่านศาสดาเลือกโบสถ์แคเธอรีนซึ่งมีความเก่าแก่และตั้งอยู่ในสถานที่ซึ่งสัมพันธ์กับท่านศาสดาโมเซส อย่างใกล้ชิดเป็นคู่สัญญา แสดงว่าสัญญานี้ครอบคลุมไปถึงศาสนายูดายของชาวยิวด้วย
2. สัญญาฉบับนี้เป็นข้อผูกพันกับชาวคริสต์และชาวยิวทั่วโลก
3. ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้บังคับอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม
4. ในรัฐอิสลามผู้ที่มิใช่มุสลิมไม่ต้องออกไปสู่สงคราม แต่การทำสงครามเป็นหน้าที่ของมุสลิม
5. ห้ามทำลาย ศาสนสถานและอารมรวมทั้งสถานที่สำคัญของทุกศาสนา
6. ห้ามกีดกันซึ่งกันและกัน ในการปฏิบัติศาสนกิจ รวมทั้งการดูหมิ่นดูแคลนด้วย
ไม่มีผู้ใดฝ่าฝืนสัญญานี้ได้ ตราบจนถึงวันสิ้นโลก
นี่คือสิ่งที่ท่านศาสดาของอิสลามได้ทำไว้ คำถามของผมก็คือท่านเคยทราบบ้างไหม? ท่านศึกษาอิสลามจากที่ใด? มีมุสลิมให้ความรู้อย่างนี้กับท่านบ้างไหม? ความผิดพลาดทั้งหมดส่วนหนึ่งมาจากผู้ที่มีอคติในศาสนา และส่วนหนึ่งก็มาจากมุสลิมเองด้วย ขอยืมประโยคของท่านเกษตรยะลาที่ว่า เราไม่เปิดประตูออกไปสู่ด้านนอกบ้าง อยู่แต่ข้างใน หมายถึงคนมุสลิมเองไม่เปิดตัวเองไปสัมผัส คนอื่นบ้าง ผมจะพูดว่าเป็น “กบในกะลา”ก็คงไม่ผิดมากนัก ผมเคยวิพากษ์ไปในสังคมมุสลิมหลายครั้งว่า นักวิชาการมุสลิมควรเขียนหนังสือให้คนที่มิใช่มุสลิมได้อ่านบ้าง การจะเขียนอย่างนี้ได้ท่านต้องสัมผัสกับพี่น้องที่มิใช่มุสลิมให้มากๆและต้องจริงใจด้วย จะเขียนเรื่องหมอ ต้องอยู่กับหมอ ซึ่งก็มิได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นหมอ แต่เราก็จะรู้เรื่องหมอดีขึ้น ผมเข้าใจประเด็นนี้ดีครับ “ผมไปฟังรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิหม่าม โคมัยนี่ที่เมืองกุม ทำให้เข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้น”ประโยคนี้ของท่านอัยการชาวเกาะ ทำให้ผมซึ่งเป็นคนไทยมุสลิม ต้องมานั่งโทษตัวเองและมุสลิมไทยว่า เรานี่แย่จริงๆที่ไม่สามารถทำให้เพื่อนร่วมชาติเข้าใจอิสลามได้ ท่านต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงต่างประเทศถึงจะเข้าใจ
คำถามสุดท้ายที่จะถามคือ นอกจากท่านรู้จักว่าอิสลามไม่กินหมู มีเมียได้สี่คน อิสลามหัวรุนแรง..แล้ว..อิสลามในมุมอื่นที่เป็นข้อเท็จจริงท่านทราบบ้างไหม????????
(บันทึกหน้าผมจะเขียนเรื่องที่มากจากประสบการณ์จริงตั้งชื่อเลยว่า “พระอ่านคัมภีร์อัล-กุรอ่าน )
จองๆๆๆๆๆๆๆ
ยังไม่ได้อ่าน...แต่แวะมาบอกว่า ..คิดถึงปู่มากกกกกกกกกกกกก ^___^
ดีใจมากที่ได้พบเห็นมุสลิมมิกชนเช่นท่าน
หากมีคนที่เข้าใจสาระแห่งศาสนาอิสลามเยี่ยงท่านมากกว่านี้
ชายแดนใต้คงจะสงบ ไม่มีความขัดแย้ง
ทุกคนในชาติปรารถนาจะเห็นความสงบ ร่มเย็น เกิดขึ้นเร็ววัน
ได้อ่านสาส์นที่ท่านศาสดามุฮัมมัดถึงบาทหลวงโบสถ์แคเธอรีน แล้วจะเห็นถึงสันติของชาวมุสลิม
อยากอ่านที่สาส์นที่ท่านประธานาธิบดีมีไปถึงโอบาม่าที่ให้ปรับท่าทีเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศครับ หากท่านจะอนุเคราะห์จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับเพราะทันสมัยด้วย
ป๊ะ.....
กระติกจะกลับไปอ่าน "ความลับบนแหลมไซไน"
อีกครั้งค่ะ
ป๊ะขา..ใจเย็นแล้วจ้า..อากาศร้อนมากมากมากมาก..อยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน..เพื่อบ่มใจให้เย็น..อิอิ
แต่ที่กระติกจะอ่านนี้
เป็นเรื่องที่ส่งเสริมความรัก ความผูกพันธ์ ระหว่าง คนต่างศาสนา
คุณโสภาคฯ ท่านเขียนไว้หลายเรื่องค่ะ
รับรองไม่มีพิษ
ป๊ะป๋าขา..ฝากแวะไปอ่านบันทึกนี้และเมนท์ที่ 2 ด้วยนะคะ
http://gotoknow.org/blog/manutsanunbegban/243943
พี่ขา............................
แก้ร้อนค่ะ อิ อิ
เมื่อ อา. 22 ก.พ. 2552 @ 17:01