ถ้าหากว่าเรายังมีโอกาสหายใจ ก็แสดงว่าเรายังมีโอกาสที่จะ "ภาวนา..."
การเจริญอานาปานสติเป็นพื้นเป็นฐานสำคัญแห่งองค์ภาวนา
เขาจะสร้างตึก จะปลูกบ้าน จะสร้างเรือน ก็ต้องมีพื้นมีฐานที่สำคัญ
การมีสติระลึกอยู่รู้ตัวทั่วพร้อม "หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย" เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับชีวิต เป็นหลักการสำหรับแห่งองค์ภาวนา
เมื่อมีลมหายใจที่จะสบายแล้ว ก็ใช้ความสบาย ๆ นี้มาเป็นฐานแห่งการภาวนา คือ การเจริญปัญญาในร่างกายนี้ก็ดี หรือถ้าหากเราป่วย เราก็เจริญปัญญาใน "ความทุกข์" ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ร่างกายนี้ก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา
ตอนบวชพระอุปัชฌาย์สอนให้เราเจริญวิปัสสนาด้วยการท่อง "เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ" คือ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง
หากเราท่องเฉย ๆ กลับไปกลับมานี้เราก็เพียงได้แต่สมาธิ
แต่ถ้าหากเรานำองค์แห่งร่างกายนี้มาพิจารณาอันมีพื้นฐานด้วยจิตใจที่สบายแล้ว
เมื่อตัวเรา อาทิ ผู้หญิง ถอดผมออกหมด แล้วก็เป็นแม่ชีแล้ว
หรือถ้าหากลอกหนังออก เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว
ถ้าเอาเนื้อออก ก็เหลือแต่โครงกระดูกแล้ว
เมื่อมีชีวิตก็ใช้ชีวิตเป็นองค์ภาวนา
เมื่อมีร่างกายก็ใช้ร่างกายเป็นองค์ภาวนา
เมื่อมีอาการป่วย มีทุกข์จากการป่วย "ทั้งกาย ทั้งใจ" ก็ใช้อาการป่วยนั้นเป็นองค์ภาวนา
หากไม่ป่วย เราก็ไม่มีโอกาสได้ภาวนา ไม่มีโอกาสได้สร้างบารมี
เนื้อหนัง มังสา ร่างกายนี้ ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลตามเวลา และอีกไม่นานนั้นก็คงจักต้องทอดทิ้งลงเหนือแผ่นดิน
ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่มีใครที่จักหลีกเร้นนั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งตนอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด ยังกุศลแห่งตนและบุคคลรอบข้างให้ถึงพร้อม
พร้อมเมื่อตาย...

ที่มาจากบันทึก… ป่วยใจต้องหาอะไร “ดี ๆ” ทำ
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยม ขอบคุณที่เตือนสติ เท่าที่จำได้หายใจทิ้งไปหลายวันเหมือนกัน
........ถ้าหากลอกหนังออก เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว......
ท่านใช้คำนี้แล้ว รู้สึกปลงจริงๆ คำนี้ของท่านworkมากจริงๆ