สุตราบอกไว้เมื่อวานว่าให้มาถึงที่ศูนย์ฯ เวลา 7.45 น. เพื่อมาทานอาหารเช้าร่วมกัน ก่อนที่จะเริ่มเข้าโปรแกรม

    

 โปรแกรมเริ่มด้วยการฟัง CD คำบรรยายของ Osho เรื่อง “Exactly in the middle is meditation” ฟังไปได้เกือบชั่วโมง CD ติดขัด เพราะที่แผ่นมีรอยตำหนิ ต้องเปลี่ยนแผ่น เปลี่ยนเรื่องใหม่ เป็นคำบรรยายที่ผมเคยฟังหรืออ่านมาหลายครั้งจากในหนังสือ (ที่แปลมา) แล้ว รู้สึกเบื่อเหมือนกัน คิดว่าไม่น่าจะมาเสียเวลาฟังซ้ำเลย ออกไปบ่นกับสารานีว่าผมอยากมาเรียนเทคนิคมากกว่า ไม่ได้อยากมาฟังสิ่งที่ Osho พูด เพราะการแปลหนังสือทำให้ได้ฟังเรื่องต่างๆ มาหลายครั้งแล้ว บ่นได้ไม่เท่าไร ก็เป็นเวลาพักดื่มน้ำชา สุตราก็มานั่งคุยด้วย และบอกว่าตอนสิบเอ็ดนาฬิกาจะสอนเทคนิคแรกที่เรียกว่า “Nadabrahma”

เทคนิคที่ว่านี้มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

ขั้นตอนที่ 1 : ให้นั่งตัวตรง ทำตัวเหมือนกับเป็นลำต้นไผ่ ปล่อยให้พลังผ่านเข้ามาทางหัว ผ่านการทำเสียงฮัม (ปากปิด) ทำเสียงไปตามเสียงเพลง มือวางตรงตักมือขวาซ้อนมือซ้ายนิ้วหัวแม่มือชนกัน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ขั้นตอนที่ 2 : นำมือมาวางระดับอก หงายฝ่ามือ เคลื่อนมือออกจากตัวไปช้าๆ ช้ามากๆ จนดูเสมือนกับว่าไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยซ้ำไป เป็นเหมือนกับการว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งพลัง เส้นทางของการเคลื่อนที่ของมือ สะท้อนถึง “การให้” และ “การรับ” ทำไป 7 นาทีครึ่ง พอเพลงเปลี่ยนก็คว่ำมือ และหมุนย้อนทาง เป็นการรับพลังเข้ามา เคล็ดลับคือต้องทำช้าๆ ช้ามากๆ ยิ่งช้ายิ่งดี ดนตรีจะเล่นต่อไปอีก 7 นาทีครึ่ง

ขั้นตอนที่ 3:  ลงนอนพักให้สบาย หรือจะนั่งพักก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ทั้งสามขั้นตอนนี้ ให้ทำในขณะหลับตา (มีที่ปิดตาไว้) เมื่อทำครบทั้งสามขั้นตอนก็เลยเวลาเที่ยงมาแล้ว ช่วงเวลา 12.30-14.00 น. เป็นช่วงทานอาหารกลางวัน และได้พูดคุยกันเรื่อง Osho ผมถามเรื่องการตาย ที่เคยได้ยินมาว่า ถูกวางยา ว่าเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งสุตราก็ให้ข้อมูลว่าช่วงที่ Osho อยู่อเมริกานั้นตรงกับสมัยที่เรแกนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เรแกนถูก Osho พูดพาดพิงไว้มาก ตอนนั้น Osho มีชุมชน (คอมมูน) อยู่ในรัฐออเรก้อนด้วย มีวันหนึ่ง Osho ถูกทางการสหรัฐจับตัวไป ในข้อหาว่ารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องที่คนในคอมมูนเข้าสหรัฐอย่างผิดกฏหมาย โดยใช้การแต่งงานเป็นข้ออ้าง อะไรทำนองนั้น เข้าใจว่าถูกคุมขังอยู่สองสัปดาห์ แล้วก็ถูกปล่อยตัวออกมาเพราะว่าข้อกล่าวหาอ่อนเกินไป และไม่สามารถตั้งข้อหาอื่นได้ แต่ผู้ที่ใกล้ชิดต่างก็รู้ดีว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สุขภาพของ Osho ก็เปลี่ยนไป แพทย์บอกว่าเป็นอาการเนื่องมาจากสารพิษจำพวกโลหะหนัก ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลง ยืนไม่มั่นคง ผมร่วง และฟันเริ่มหลุด มีอาการตัวสั่น ซึ่งหลังจากนั้นประมาณสี่ปี Osho ก็เสียชีวิตลงตรงกับปี ค.ศ. 1990 คุยกันหลายเรื่องจนถึงเวลาบ่ายสอง สุตราบอกว่าช่วงนี้เป็นเวลาพักยาว ถ้าผมจะไปเดินชายหาดหรือจะไปนอนพักก่อนก็ได้ จะเริ่มช่วงต่อไปตอนเวลา  15.45 น. ผมกับภรรยาจึงถือโอกาสเดินไปนั่งที่ชายหาดตามคำแนะนำ

        
                           เรือเปล่า                                                                                     หาดบ้านใต้

เทคนิคที่สองของวันนี้เป็นการฝึกเพื่อเปิด “จักระทั้งเจ็ด” ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที เริ่มตั้งแต่จักระที่หนึ่ง ไปจนถึงจักระที่เจ็ด โดยการทำเสียงตาม CD สังเกตว่าเสียงจะค่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ละจักระใช้เวลาประมาณสามนาที พอถึงจักระที่เจ็ด ก็ไล่เสียงต่ำลงมาสู่จักระที่หนึ่งใหม่ คราวนี้ให้เวลาจักระละหนึ่งนาที ทำอย่างนี้ (ขึ้น-ลง) สามรอบ สุตราบอกว่าการทำเช่นนี้ จะทำให้จักระเปิดถึงกัน พลังไหลเวียนได้ ไม่ติดขัดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง สุตราบอกว่าคนส่วนใหญ่พลังไหลจากจักระที่หนึ่งไปถึงจักระที่สาม และมักจะติดอยู่ตรงนั้น (บริเวณท้อง) ไม่สามารถทะลุทะลวงต่อไปได้ การฝึกเทคนิคนี้จะช่วยให้พลัง (ชีวิต) ไหลเวียนได้ดี ทำกิจกรรมนี้จบก็พักสิบห้านาที และมาต่อด้วยเทคนิค “Kundalini Meditation” เป็นเทคนิคที่สาม ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาทีเช่นกัน

Kundalini Meditation มีสี่ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 : ทำตัวให้สั่นไปทั้งตัว ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างเต็มกำลัง โดยมีดนตรีเป็น Background

ขั้นตอนที่ 2 : เต้นรำไปตามเสียงเพลง เต้นแบบปล่อยให้ไหลไป ทำประหนึ่งว่าไร้กระดูก เหมือนกับเป็นวุ้น

ขั้นตอนที่ 3 : นั่งลง เป็นผู้สังเกตการณ์ ดูทุกอย่างที่ผ่านมาในความคิด มองมันเหมือนกับดูหนัง เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาที่จอ

ขั้นตอนที่ 4 : ล้มตัวลงนอน (นอนหงาย) รู้สึกสำนึกคุณของร่างกาย ให้ความรักต่ออวัยวะทุกส่วน ผ่อนคลาย ปล่อยตัวสบายๆ

ทั้งสี่ขั้นตอนนี้ทำในขณะที่หลับตา (เอาผ้าปิดตาไว้) ตลอดเวลา กว่าจะเสร็จกิจกรรมนี้ก็เป็นเวลา 18.30 น. ตอนจะออกจากห้องฝึกปฏิบัติ ปรากฏว่าประตูเปิดไม่ได้ เพราะล๊อคค้าง เปิดอย่างไรก็ไม่ออกทั้งสี่คน (ผมและภรรยา สุตราและสารานี) ถูกขังอยู่ในนั้น ต้องโทรตามหาคนตั้งหลายครั้งกว่าจะได้คนมาช่วยเปิดประตูจากข้างนอกได้ก็กว่าครึ่งชั่วโมง ผมชวนสุตราและสารานีไปทานข้าวเย็นด้วยกันที่ร้านจันทร์หอมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้น พวกเราเดินกันไปตามชายหาด ทานเสร็จก็แยกกันกลับ กว่าจะถึงบ้านพักก็ปาเข้าไปสามทุ่มกว่า ถือว่าเป็นกิจกรรมวันแรกที่ยาวนานพอควรเลยทีเดียว