สงกรานต์ปีนี้ผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่สระบุรีอีกครั้ง  เป็นการรวมญาติ ที่เป็นการยืนยันว่ายังมีชีวิตเหลืออยู่กันสักกี่คนในรอบปี เพื่อให้ลูกหลานได้รดน้ำดำหัวและถือโอกาสให้ศีลให้พร(อบรมกล่อมเกลาจิตใจลูกหลานกันทางอ้อม)  ซึ่งถือเป็นขนบประเพณี ที่เป็นจุดแข็งของเรา

        ปีนี้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นชัดเจนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว คือความเจริญทางวัตถุที่ได้รับจัดสรรงบประมาณผ่านมาทาง อบต. ถนนหนทาง เป็นปัจจัยการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเหมือนตำบลอื่นๆ  แต่เมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนเก่าๆที่ยังเหลือในหมู่บ้าน ต่างก็บ่นถึงความยากจน  ค่าครองชีพแพงขึ้น  ลูกหลานต่างอพยพย้ายถิ่นไปเป็นลูกจ้างโรงงานในตัวเมือง ปล่อยให้คนแก่อยู่กันตามลำพัง รอความหวังจากเศษเงินน้อยนิดที่ลูกหลานจะส่งมาให้ประทังชีวิต บางคนก็ไม่ได้ส่งเงินมาให้ แต่ส่งลูกที่พ่อแม่แตกแยกกันมาให้ปู่ย่า ตายายเลี้ยงแทน

        สภาพแวดล้อมเมื่อก่อนที่เราเคยได้เก็บของป่า ล่าสัตว์ มีผักผลไม้โดยธรรมชาติเก็บกินกันอย่างไม่อด ไม่มีหลงเหลือแล้ว  มีแต่ความแห้งแล้ง อากาศร้อน ภูเขาเตี้ยๆแต่เดิมก็กลายเป็นเขาหัวโล้น  หน้าตาเพื่อนเก่าๆดูแก่ไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้  ต่างอยู่กันอย่างหมดหวังในชีวิต บางคนก็ใช้เหล้า บุหรี่ หรือ การเล่นหวย เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้สนุกไปวันๆ

    ...เทือกเขานมนางที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้าน รอคอยที่จะถูกระเบิดให้ย่อยสลายกลายเป็นหินที่มีค่าเพียงแค่ถมถนนเท่านั้น...

         เราเข้าใจว่าสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไป  แต่เราก็สามารถเลือกสร้างสรรค์วิธีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ใช่หรือ  แต่ถ้าวิธีคิดของคนที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงยึดมั่นในการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุเป็นสรณะ  วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงก็คงล่มสลาย  เราคงจะไม่สามารถรื้อฟื้นธรรมชาติเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วให้กลับคืนมาได้  แต่เราก็สามารถพัฒนาสภาพที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไม่ให้เลวร้ายกว่านี้อีกได้ไม่ใช่หรือ   ผมจึงได้ให้กำลังใจเพื่อนๆ  และเสนอแนะให้พวกเขาหาวิธีการประสานกับ อบต.ร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และช่วยกันดูแลท้องถิ่นของตนให้ดีขึ้น โดยคำนึงถึงความเจิญด้านจิตใจเป็นตัวตั้งด้วย