การจัดการความรู้อยู่ที่หัวใจของความเป็นเพื่อน

ตอนที่

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
การประชุมของเราง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ผู้เข้าประชุมครั้งนี้มีหลากหลายวิชาชีพ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักโภชนาการ จำนวน ๕๐ กว่าคน เวลา ๐๘.๔๕ น. ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่มากันแล้ว ภก.เอนก ทนงหาญ และอ้อใหญ่ เปรมสุรีณ์ แสนสม ที่ทีมงานมอบหมายให้ทำกิจกรรมสัมพันธ์ เริ่มกิจกรรมให้ผู้เข้าประชุมทำความรู้จักกันพร้อมทั้ง BAR ไปในตัว

เราแจกหัวใจดวงใหญ่ให้ผู้เข้าประชุมทุกคน ให้แต่ละคนวาดรูปที่สื่อบอกตนเอง เก็บคืนแล้วแจกคละไปให้หากันเองว่าหัวใจดวงนั้นน่าจะเป็นของใคร เมื่อเจอเจ้าของแล้วให้ทำความรู้จักกัน ให้เขา BAR การมาประชุมครั้งนี้ไปด้วย ให้บางส่วนจับคู่กันแนะนำตัวให้ที่ประชุมรู้จัก ที่เหลือให้แนะนำตนเอง (เพราะถ้าครบทุกคู่จะใช้เวลายาว) ฟังผู้เข้าประชุมบอกว่าตนเตรียมตัวมาเข้าประชุมอย่างไรแล้วน่าประทับใจมาก เพราะบอกถึงความตั้งใจจริง

 

กำลังหาเจ้าของหัวใจ

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นราธิวาส บอกว่าเตรียมตัวมางาน KM นับเป็น ๑๐ ปีแล้ว คุณหมอหมีจาก รพ.ปง ภาคเหนือ บอกว่าเตรียมตัวโดยอ่านบล็อกมาอย่างเต็มที่.........

ทีมวิทยากรแนะนำตัวเอง ดิฉันบอกวัตถุประสงค์ใหญ่ๆ ของการประชุมครั้งนี้ว่าหลังจาก ๒ วันนี้แล้วทีมแต่ละภูมิภาคต้องไปสร้างและขยายเครือข่ายต่อ หมอนิพัธเสริมว่าวันนี้ย่อประเทศไทยมาไว้ที่นี่ ไม่คิดว่าตนเป็นวิทยากร เห็นเพื่อนๆ แนะนำตัวเองแล้วรู้สึกอบอุ่น.......อยากให้ทุกคนทำงานแล้วมีความสุข การจัดการความรู้อยู่ที่หัวใจของความเป็นเพื่อน.....และขยายว่า KM จะช่วยให้การทำงานมีความสุขได้อย่างไร

คุณธวัช ชื่นชมการรวมตัวของเครือข่าย KM เบาหวาน รู้จักกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จากเวทีตลาดนัดความรู้เบาหวาน เห็นว่าเวลามีงานอะไรเขาจะส่งสัญญาณถึงกันแล้วก็มาช่วยกันทำงาน เป็นเครือข่ายที่มหัศจรรย์ โยงใยกันโดยไม่ต้องมีโครงสร้าง......อธิบายเรื่องของการจัดการความรู้ ปริศนา KM ไม่ทำไม่รู้ ถ้าใครเคยผ่านเวที KM แล้วงงๆ ก็แสดงว่าใช่แล้ว มักจะเป็นอย่างนั้น เรียนรู้แล้วก็เอาไปลองใช้ในงานนั้นงานนี้แล้วก็จะเข้าใจยิ่งขึ้น.......

ฉาย VDO เรื่องราวของเครือข่ายชุดแรก แม้ดิฉันจะได้ดู VDO ชุดนี้มาแล้วหลายรอบ แต่ก็ยังรู้สึกประทับใจกับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ......เสียดายพอถึงปลายๆ เรื่องบล็อกก่อนต่อไปยังกิจกรรมที่สกลนคร หนังสะดุด พอทำให้เล่นได้ก็เล่นไม่ยอมหยุดแต่เสียงหาย เราเลยหยุด VDO ไว้แค่นั้น

คุณธวัชบอกให้ผู้เข้าประชุมเขียนว่าหลังดู VDO แล้วเข้าใจว่า KM คืออะไรด้วยประโยคเดียว ผู้เข้าประชุมพูดบอกสิ่งที่ตนเองเขียน เช่น 
“อยากเรียกหนังเรื่องนี้ว่า หัวเชื้อขยายเผ่าพันธุ์คนอยากทำความดี”
“จับใจและเข้าถึง”
“กระจุก กระจาย กระทำ สะสม สนุก สมัครสมาน เสมอ”
“ไม่มีทางสายเปลี่ยวใน KM”
“เป็นการทำงานด้วยใจ เชื่อมสายใย ไม่มีวันสิ้น”
“นำวิธีปฏิบัติที่ดีมาถ่ายทอดให้แก่กันด้วยใจ ด้วยวิธีการง่ายๆ”
“ดูแล้ว ได้ใจเป็นอย่างแรก” 
ฯลฯ

บางคนขอพูดยาวหน่อยว่า “พอดู VCD แล้ว จุดประกายความคิด มันเร้าใจให้อยากไปทำ ทำให้มีพลัง ทำให้อยากจะเอาไปทำ”

คุณธวัชสรุปให้รู้ว่าแต่ละคนพยายามดูสิ่งดี แล้วให้คุณค่าให้ความหมาย ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการความรู้ กิจกรรมทุกอย่างที่ทำวันนี้มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง แล้วจะค่อยๆ เฉลยไปเรื่อยๆ
คุณธวัชฉายภาพ “คนฟัง” ๖ ประเภท ให้คิดว่าเราเหมือนใคร ใครเหมือนเรา
- ทำเหมือนฟัง
- ฟังนิด คิดเยอะ สมาธิไม่จดจ่อกับที่เพื่อนเล่า
- เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ชอบ
- ฟังแล้วใจคอยแว๊บไปเรื่องอื่น
- ฟังแบบเอาเนื้อหา ได้เนื้อหาค่อนข้างเต็ม แต่อาจจะไม่ได้ความรู้สึก feeling ใจ
- deep listening น่าแปลกใจว่าพูดมีการสอน แต่ฟังไม่มีการสอนกัน
เหล่านี้เป็น soft skills ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยมีบรรยากาศแบบ deep listening

เชื่อว่าการจัดการความรู้มีอยู่แล้วในตัวคนทำงาน สคส. ได้ทบทวนและสร้างโมเดลขึ้นมา KM จะมาใน ๓ รูปแบบใหญ่
KM เชิงองค์กร แบบนี้ดูใหญ่ มีเนื้อหาวิชาการ แล้วมี กพร.คอยตาม มีหน่วยงานส่งมาให้ สคส. ดูว่าใช่หรือเปล่า เหมือนให้ดูการบ้านก่อน.....ดูแล้วมันยังไม่ใช่ ยังไม่ลงในเนื้อของ KM มีกรอบมีอะไรค่อนข้างชัดเจน มีโจทย์มีนโยบายลงมา คนจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับมันเท่าไหร่
KM กลุ่ม/เครือข่าย ที่ สคส. ทำ เราเล่นแนว sharing ความรู้ที่เป็น tacit เน้นการสร้าง “คุณอำนวย” แล้วพยายามผลักดันการสร้าง CoPs เล่นการจัดการความรู้สึก
KM ปัจเจก/ใจ เน้นปัจเจกมากๆ ลง KM ระดับตัวบุคคล เน้นเรื่องใจมากๆ เน้นการจัดการความรู้สึกตัว
ต้องรู้จักประสานทั้ง ๓ รูปแบบให้มีความพอดี ในรูปแบบแรกยังไม่มี detail ของการใช้หรือ process ไม่มีวิธีการว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ช่วงแรกคนจะกระโดดไปที่ตัวความรู้เลย จริงๆ ก่อนจะไปจัดการความรู้ ต้องจัดการ “ความรัก” ก่อน (ได้จากคนสอนลิง) เอาคนมานั่งแล้วมา share กันเลยมันจะฝืด

ประเภทของความรู้ Explicit และ Tacit ความรู้ Tacit เกิดจากการลงมือทำแล้วเรียนรู้ บางทีเจ้าของอาจไม่รู้ Explicit เป็นความรู้มือสองTacit เป็นความรู้มือหนึ่ง เวลาเจอกันความรู้มือสองมักจะข่มความรู้มือหนึ่งมากเลย จริงๆ แล้วดีทั้ง ๒ อย่าง

สคส.คิดโมเดลที่สื่อสารเรื่อง KM คิดว่า KM ต้องมี ๓ ส่วนใหญ่คือ KV, KS และ KA ต้องตอบได้ว่า KM เป็นเครื่องมือจะให้บรรลุเป้าหมายอะไร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการรวบรวมจัดเก็บความรู้ เครือข่ายเบาหวานมีการเก็บ KA หลายรูปแบบ ทั้งใน VCD ในบล็อก และหนังสือ ยกตัวอย่างของทีมธาตุพนมและทีมพุทธชินราช ตัวละครที่เกี่ยวคือ “คุณอำนวย” “คุณกิจ” ความรู้เหล่านี้หลายเรื่องไม่สามารถหาอ่านในตำราได้ ต้องหาทางเก็บ พอมีเยอะขึ้นก็หาทางเก็บให้เป็นหมวดหมู่ เช่นเก็บตาม competency ให้คนเข้าไปหาได้ง่ายขึ้น

KM ที่ดีควรมี ๓ part คือ BOK-Body of knowledge (ความรู้ในกระดาษ) POK-Process of knowing (ความรู้ในคน) CoP-Community of practice (ความรู้ในเครือข่าย)

Digital KM เป็นรูปแบบหนึ่ง จะเข้ามาช่วยใน KA แต่ก็ต้องมีกระบวนการอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นมันก็จะแห้งๆ

Learning เป็น Human KM ไม่มองว่า KM เป็นสิ่งแปลกแยกหรือ extra job คนต้องเปิดใจ เราคงต้องพยายามทำทั้ง Human KM และ Digital KM แต่จะทำแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องออกแบบ เรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะ work ที่สุด

ใน POK สคส.ออกแบบกระบวนการเพื่อให้รักษาสมดุลการทำงานของสมอง ๒ ฝั่ง ระหว่างเหตุและผลและความสุข ลองนึกถึงในครอบครัว เครื่องมือวิธีการใช้แต่ละตัวก็ต่างกัน เราจะคุ้นเคยกับสมองซีกขวาที่ใช้เหตุและผลมาก (discussion, problem-solving) แต่ dialogue เราแทบจะไม่ได้ใช้เลย

Storytelling ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ช่างโรงไฟฟ้าเล่าเรื่องการถอดน๊อต การใส่อุปกรณ์บางอย่างที่เคยใช้เวลา ๓ วัน แต่เดี๋ยวนี้ค้นพบเทคนิคที่ทำได้เร็วแล้วก็เอามาเล่ากัน เทคนิคการเจาะน้ำบาดาล..... ที่สำคัญคือรู้สึกดีที่ได้เล่า มีคนฟัง คนรู้สึกดีที่ตนเปลี่ยนจาก no body เป็น some body เรื่องเล่านี้ทำๆ ไปแล้วจะเกิดวิธีคิดเล็กๆ แต่ลึกๆ คือเขาคิดได้อย่างไร เรื่องเล็กๆ แค่ไหนก็ตามเราจะหยิบขึ้นมาหมด

Dialogue เป็นการฟังทั้ง “หัว” และ “ใจ” ทีมพุทธชินราชและหมอฝนได้ใช้มาพอสมควร

วัลลา ตันตโยทัย