ในบันทึกที่ผ่านมา  คุณ"นายขำ" ได้ถามผมถึงมโนทัศน์สองมโนทัศน์  คือ "ปัญญาทางโลก" กับ"โลกุตระ" วันนี้ผมอยากจะบันทึกถึงเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสามโลกของมนุษย์ด้วย  แต่จะปรับปรุงคำเป็นว่า "โลกียปัญญา"กับ"โลกุตระปัญญา"

โลกียปัญญา หมายถึงความคิดที่รับใช้ความต้องการทางกายและทางอารมณ์ เช่นนักวิทยาศาสตร์คิดสร้างเครื่องมือปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินมาแลกผลประโยชน์ที่ตนเองยังไม่ได้ครอบครอง ซึ่งอาจจะเป็นปราสาทหรูๆ รถยนต์ราคาแพงที่สุดในโลก สาวงามระดับจักรวาล จนกระทั่งซื้อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ปัญญาที่ใช้เพื่อการเหล่านี้  ล้วนแต่จัดเป็นปัญญาที่รับใช้ความต้องการทางกายและหรืออารมณ์ทั้งสิ้น หรือคือโลกียปัญญา 

อีกความหมายหนึ่ง เป็นความคิดที่เกิดจากการกระตุ้นของสิ่งเร้าในโลกจริงผ่านระบบประสาทสัมผัสทางกาย

โลกุตรปัญญา  หมายถึงความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยประสาทรับสัมผัสรับสัมผัสจากสิ่งเร้าในโลกจริงรอบกาย เกิดขึ้นเหนือวิสัยจากการับสัมผัส ปราศจากการรับใช้ความต้องการทางกายและหรืออารมณ์ เช่น การคิดหาความหมายของทศนิยม  หาความหมายของความเป็นศูนย์ ความหมายของความว่างเปล่า ความหมายของอสงขัย  ความหมายของความเป็นหน่วยเดี่ยว  ความหมายของความเป็นนิรันดร  ความหมายของความหลุดพ้น  คิคหาความหมายของสภาวะดับสูญ  หรือสภาวะของนิพพาน เป็นต้น การคิดเหล่านี้อยู่เลยวิสัยของการรับสัมผัสในระดับโลกียะ หรือระดับโลก  หรือระดับวัตถุที่ต้องอาศัยประสาทรับสัมผัส

เมื่อพิจารณาร่วมกับโค้งปรกติที่ได้เคยตอบคำถามพระคุณเจ้าที่ยท้ายบันทึกที่ผ่านมา  ผมพยากรณ์ว่า กลุ่ม 84% มีความน่าจะเป็นสูงที่จะอยู่ในฝ่ายโลกียวิสัย หรือโลกของกายและหรืออารมณ์  อีกราว 16% จะมีความน่าจะเป็นลดลงที่จะอยู่ในโลกของกายและหรืออารมณ์หรือโลกียวิสัย

ถ้าเราเอา  0.84 x 63 ล้านคน ก็จะได้ราว  53 ล้านคน ! ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจากกลุ่ม โลกียะปัญญานี้ก็จะไปเลือกผู้แทน  ผู้แทนของพวก 53 ล้านคน ก็จะไปเป็นรัฐมนตรี  ไปเป็นนายก ไปจูงประเทศให้เจริญก้าวหน้า !!

ถ้าเราเอา 0.16 x 63 ล้านคน = ราว 10 ล้านคน พวกนี้เสียงน้อย  ไม่มีทางได้เป็นผู้แทน (อาจจะมีบ้างเพราะมีเงือ่นไขอื่นอำนวย) ไม่มีทางได้จูงประเทศในระบบเลือกตั้ง

นี่คือก้นบึ้งของปัญหาของสังคมมนุษย์  ทั่วโลกแหละครับ

คราวนี้ท่านคงจะได้เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่า  เหตุใดข่าวทีวี  หรือหนังสือพิมพ์ในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยเรื่องของปัญหาที่เกิดจาก "บทบาท"ของโลกทางกายและหรืออารมณ์ที่มีปัญญาเป็นผู้รับใช้ มากว่าที่จะเกิดจาก "บทบาท"ของโลกทางปัญญาที่แท้จริง

ทฤษฎีสามโลกของมนุษย์  ทำให้มองเห็นอะไรๆได้หลายอย่างนะครับ