สรุปการฟังบรรยายเรื่อง การจัดการความรู้ : กรณีศึกษา สำหรับนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ.2552โดย รศ.ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน สาขาวิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

อาจารย์เริ่มต้นด้วยการให้นักศึกษาดูภาพนี้ แล้วถามว่าเห็นอะไรในรูปภาพ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในรูปภาพ เค้าต้องการจะสื่ออะไรไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ พี่ๆ จะดูกันออกมั๊ยคะว่าในรูปนี้เค้าจะสื่ออะไร ให้ทายกันนะคะ เดี๋ยวจะมาเฉลยน๊ะ
องค์ประกอบของความรู้
1. แหล่งรวบรวมความรู้
2. กิจกรรมการจัดการความรู้
3. พัฒนาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดการความรู้

การสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรคือการสร้างองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร ผ่านกระบวนการเรียนรู้ของคน
ดังนั้น การเริ่มต้นการจัดการความรู้ จึงเริ่มต้นจากการตรวจสอบความรู้ขององค์กร(knowledge audit) หลังจากนั้นวิเคราะห์ความรู้ที่องค์กรต้องการ(Core knowledge หรือ Strategic knowledge) กำหนดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้และการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้นั้นมาใช้พัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม
ตัวอย่างเช่นบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย(Law firm) ความรู้หลักของบริษัทคือ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) และ ความรู้ด้านกฎหมาย การวิเคราะห์และขั้นตอน บริษัทได้ตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคดีต่างๆ การบริหารจัดการข้อมูลของกระบวนการดำเนินงาน การรวบรวมประวัติของลูกค้าและคดีที่เกี่ยวข้อง และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น
ความรู้ ในองค์กรแบ่งได้เป็น 3 ประเภท (Baird and Henderson, 2006:23-26) คือ
· ความรู้หลักหรือความรู้เชิงกลยุทธ์ (Core Knowledge) ตัวอย่างเช่นความรู้หลักหรือความรู้เชิงกลยุทธ์(Core knowledge หรือ strategic knowledge)จะเป็นความรู้ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นส่วนที่ทำให้เราทำได้ดีกว่าองค์กรอื่น ตัวอย่างเช่นความรู้หลักของบริษัท Federal Express คือ logistics และ tracking systems ที่ทำให้ระบบขนส่งรวดเร็วและถูกต้อง ความรู้หลักแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. Basic core knowledge เป็นความรู้ที่รวบรวมไว้ในคลังความรู้ ที่พนักงานทุกคนเข้าถึงข้อมูลนี้ได้
2. Strategic core knowledge เป็นความรู้ที่มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ กำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง
3. Developmental knowledge เป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งอยู่ระหว่างการค้นคว้าและทดสอบ
· ความรู้ที่จำเป็น (Necessary Knowledge) เป็นความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละองค์กร แต่ไม่จำเป็นต้องแตกต่างจากองค์กรอื่น เช่นในบริษัทน้ำมัน BP การรู้วิธีขุดเจาะน้ำมันเป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับบริษัท
· ความรู้ที่สนับสนุน ความรู้ที่สนับสนุน (Support Knowledge) เป็นความรู้ที่ทุกองค์กรต้องมีเพื่อใช้ในการทำงาน เช่น กระบวนการด้านการเงิน บัญชี ด้านทรัพยากรบุคคล เป็นความรู้ที่สนับสนุนงานเพื่อส่งต่อไปยังความรู้ที่จำเป็นและความรู้หลัก
ตัวอย่างความรู้หลักในมหาวิทยาลัย
1. ความรู้หลัก คือ ความรู้เชิงกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่าง
เช่น CRM , e-learning , international curriculum etc.
2. ความรู้ที่จำเป็นสำหรับทุกมหาวิทยาลัย
คือ วิธีการสอน การเรียน ความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เปิดสอน
3. ความรู้ที่สนับสนุนการดำเนินงาน
คือ ระบบงานทะเบียน การเงิน ระบบ ICT กิจการนักศึกษา ห้องสมุด ห้อง Lab กิจกรรมการเรียนการสอน
จากผลการวิจัยขององค์กร 9 แห่ง(Baird and Henderson, 2006: 6)ได้แก่ Boston University,U.S.Army,BP,General Motors Corporation,Xerox corporation,Lucent Technologies,Zachry Construction Corportation,J.Sainbury และ Kraft Foods พบว่า ความรู้ในองค์กรมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการดำเนินงาน(Knowledge to performance)และการดำเนินงานมีความสัมพันธ์กับความรู้ของคนในองค์กร(Performance to knowledge) การแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันระหว่างหน่วยงานจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าการสร้างความรู้ใหม่ โดยทุกองค์กรต้องมีเครื่องยนต์ความรู้(Knowledge engine)ในระดับการผลิตซึ่งประกอบด้วย การค้นหา การรวบรวมและจัดเก็บความรู้ และการพุ่งเป้าไปที่การใช้ความรู้นั้นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่วนการพัฒนาในระดับกลยุทธ์เน้นไปที่เป้าหมาย และสะท้อนให้เห็นผลตามเป้าหมาย โดยใช้ความรู้หลักหรือความรู้เชิงกลยุทธ์เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
จากรูปด้านล่างเป็นกระบวนการจัดการความรู้ ซึ่งเป็นการบริหารความรู้ของบุคคลให้เป็นความรู้ขององค์กร เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร

การสร้างศูนย์รวมความรู้ขององค์กร หรือการสร้างระบบความจำขององค์กร (Organizational Memory)เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ประกอบด้วยการสร้างฐานข้อมูลด้านต่างๆขององค์กร ฐานข้อมูลห้องสมุด ข้อมูลในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งข้อมูลภายนอก โดยมีโปรแกรมการสืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ศูนย์รวมความรู้เหล่านี้จะมีประโยชน์เมื่อมีการนำมาใช้ จึงต้องส่งเสริมการเรียนรู้ในองค์กร

Carla O'Dell ได้เสนอกรอบแนวคิดในการจัดการองค์ความรู้ขององค์กร มี 3 องค์ประกอบ คือ
(1) การกำหนดสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องทำให้สำเร็จ (Organizational Goal & Objectives)
(2) ปัจจัยที่ทำให้สามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร การวัดผล และเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยนี้ จะต้องสอดรับกันในการขับเคลื่อนการจัดการองค์ความรู้ขององค์กร ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
(3)
กระบวนการเปลี่ยนแปลง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนระบบ
KM
ขององค์กรให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์กร
ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน
ได้แก่
* การวางแผน
(Planning)
ซึ่งองค์กรต้องทำการประเมินตนเองว่าอยู่ ณ สถานะใด
เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
* การออกแบบ (Designing) เป็นการกำหนดหน้าที่ บทบาทของผู้มีส่วนร่วม เทคโนโลยีที่จะใช้กำหนดการวัดผลลัพธ์ที่ต้องการ และการจัดทำแผนงาน
* การปฏิบัติ (Executing) เป็นการจัดทำโครงการนำร่อง และดำเนินการตามแผนของโครงการนำร่องที่ได้กำหนดไว้
* การขยายผล (Expanding) เป็นการนำความสำเร็จจากโครงการนำร่องไปใช้เพื่อขยายผลในกิจกรรมอื่นๆ ให้ทั่วทั้งองค์กร
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ KM ในองค์กร
|
องค์กร |
อุตสาหกรรม |
เหตุผลการนำ KM มาประยุกต์ใช้ในงาน |
|
Buckman Labs |
Chemicals |
ปรับเปลี่ยนการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์จากผลิตภัณฑ์มาสู่การมุ่งเน้นลูกค้า จึงพัฒนาการจัดการความรู้ของพนักงานและขององค์กรที่สามารถตอบสนองและสร้างความประทับใจ |
|
HP |
Computer Hardware |
สร้าง และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งองค์กร |
|
Xerox |
Computer Hardware |
- รวบรวมองค์ความรู้จากทีมงานบริการจากทั่วโลกเพื่อยกระดับของการให้บริการ และลดข้อผิดพลาด - แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน |
|
Siemens |
Conglomerate |
- ร่วมมือและแลกเปลี่ยน Best Practices ทั่วทั้งองค์กรเพื่อจัดเก็บและนำองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์,Solution และ ลูกค้า - เรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อต่อยอด ลดการคิดใหม่ซึ่งซ้ำกับความคิดเดิม - ส่งเสริมการเรียนรู้ สร้าง และแบ่งปันความรู้ |
|
Ford |
Manufacturing |
- หาและนำ Best Practices ในองค์กรมาใช้ประโยชน์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น - เพื่อพัฒนากระบวนการธุรกิจ และสร้างมูลค่า คุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น |
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการจัดการความรู้อยู่ที่องค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมเช่น การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เท่าทันคู่แข่งขันและการไม่ขึ้นอยู่กับคู่ค้าหรือลูกค้ากลุ่มเดียวเท่านั้น แต่มีกลไกควบคุมการดำเนินงานที่ดีพอเช่นการที่องค์กรมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีโครงสร้างและกระบวนการดำเนินงานที่สนับสนุนกลยุทธ์ พฤติกรรมของพนักงานและลักษณะการบริหารที่เอื้อต่อการพัฒนาสู่องค์กรที่เป็นเลิศ ทั้งนี้ลักษณะสำคัญขององค์กรที่เป็นเลิศคือ การเน้นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสร้างความแตกต่าง การเน้นให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้า
ดังนั้น การก้าวไปร่วมกันในทิศทางของการจัดการความรู้นั้น นอกจากองค์กรต้องมีความรู้เชิงกลยุทธ์แล้ว โครงสร้าง กระบวนการ และความร่วมมือร่วมใจในการสร้างพลังความรู้ของบุคลากรในองค์กรมีความสำคัญอย่างยิ่งในการก้าวเดินไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่มุ่งหวัง โดยใช้ความรู้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่กลยุทธ์ที่วางไว้ การพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาคนพัฒนาระบบความรู้และกระบวนการเรียนรู้ให้บุคคลสามารถใช้ความคิดและความจำในการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร พลังความรู้และความคิดของคนเท่านั้นที่สร้างความแตกต่างได้
สรุปของน้องจินนี่เยี่ยมยอด สุดดดดดดดเลยค่ะน้องค้า