บันทึกท้ายกิจกรรมการประชุมเพื่อพัฒนาเครือข่ายหมอพื้นบ้านที่ดูแลอาการกระดูกหัก
ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นวิทยากรในเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้าน เพื่อนำไปสู่การจัดระบบองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านที่ดูแลอาการกระดูกหัก ระหว่างวันที่ 26 – 28 มกราคม 2552 ก็เป็นทั้งผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (ยาวดีมั้ย) ไปด้วยครับ ซึ่งในเวทีนั้นเรามี แนวทางการจัดการความรู้เกี่ยวกับหมอพื้นบ้านที่ดูแลอาการกระดูกหัก โดยใช้การวิจัยผลการรักษาผู้ป่วยกระดูกหักของหมอพื้นบ้านในพื้นที่นำร่อง 9 จังหวัด 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ผลการรักษาผู้ป่วยกระดูกหักของหมอพื้นบ้านและแนวทางการพัฒนาศักยภาพหมอพื้นบ้าน ซึ่งจากรายงานการวิจัยจะได้รูปแบบการรักษาของหมอพื้นบ้านในพื้นที่นำร่อง และมีตัวชี้วัดเกี่ยวกับผลสำเร็จของการใช้การแพทย์พื้นบ้านในการดูแลอาการกระดูกหัก แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กระดูกติดดีและใช้งานได้เหมือนเดิม , กระดูกติดดีแต่ใช้งานได้ต่างจากเดิม , กระดูกติดไม่ดีแต่ใช้งานได้เหมือนเดิม , กระดูกติดไม่ดีและใช้งานได้ต่างจากเดิม รวมทั้งพบเงื่อนไขของบางกรณีที่หมอพื้นบ้านควรส่งต่อให้กับโรงพยาบาล / สถานีอนามัย ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับหมอพื้นบ้านในระยะต่อไป
ประเด็นที่ 2 แนวทางการสร้างความร่วมมือกับสถานบริการสาธารณสุขของรัฐกับหมอพื้นบ้าน ในการดูแลอาการกระดูกหัก ซึ่งวิทยากรได้อภิปรายเกี่ยวกับการบูรณาการงานบนพื้นฐานของความเข้าใจ และอาศัยปัจจัยจากทุนในสังคมเกี่ยวกับความเชื่อถือในตัวหมอพื้นบ้าน ทั้งนี้ระบบการแพทย์แผนกัจจุบันอาจจะต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการทำงานร่วมกับหมอพื้นบ้าน
ประเด็นที่ 3 แนวทางการสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้าน เพื่อนำไปสู่เครือข่ายหมอพื้นบ้านดูแลอาการกระดูกหัก(เภสัชกรสมชาย ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย) โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการความรู้นำสู่การปฏิบัติ
ซึ่งเวที 3 วันนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะเรื่องการสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้านนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุก แต่ก็ยากสำหรับผู้ที่ยังไม่มีฐานอะไรเลย ผมเล่าด้วยความสนุกทั้งในเวที และนอกเวที (ระหว่างกินอาหาร) เพราะผมคิดว่าเรามาแบ่งปันความสุข ก็เหมือนการแบ่งปันสิ่งดี ๆ แบ่งปันน้ำหอมที่มันเอ่อทะลักล้น ไหลไปเลอะใคร เขาก็ไม่รังเกียจ แต่ถ้าเราแบ่งปันปัญหาความทุกข์ทั้งมวลมี ก็เหมือนการแบ่งปันน้ำกลิ่นไม่ดีให้ไหลล้น หรือเทออกจากแก้วความคิดไหลไปถูกใครก็คงไม่มีใครอยากได้แน่ ก็บนฐานคิดทำเพื่อไม่นำนั่นแหละครับ SYNNERGIST หน่อยนึงเราก็ทำงานเบาแรงขึ้น
ผมเลยได้ถอดบทเรียนที่ให้มีความแหลมคมขึ้น ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเล่านี้ผมได้จากครูของผมหลายท่าน ได้แก่ พี่ยงยุทธ ตรีนุชกร (คนนี้เหนือคำบรรยาย) พี่รุจินาถ อรรถสิทธิ (คนนี้หะแรกที่มาจับงานแพทย์แผนไทย ผมก็ได้อ่านหนังสือของพี่เขา และเป็นการวางแนวคิดการทำงานให้ผมมากอยู่) , อาจารย์เสาวภา พรศิริพงษ์ , อาจารย์อุษา อาจารย์พิศ อาจารย์วิวัฒน์ อาจารย์พิเชฐ พี่แขก พี่ติ่ง พี่อนุวัฒน์ คุณริน (เสมสิกขาลัย) เพื่อน ๆ ร่วมเครือข่ายทั้งเป็นครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน และอีกหลาย ๆ คน ซึ่งการดำเนินงานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพที่มีชีวิตชีวาของจังหวัดอุดรธานี เริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2549 โดยแต่เดิมนั้นมีการประสานงานเป็นครั้งคราว แต่ต่อเนื่องจากพี่ยงยุทธ ตรีนุชกร ไม่ว่าจะเป็นจุดแรกเริ่มที่การพูดคุยที่โคราช เมื่อประมาณปี 2547 (ขออนุญาตใช้ภาษาพูดเล็กน้อยถึงปานกลางนะครับ) ห่างหายไปปีกว่า กลับมาคุยกันอีกทีประมาณกุมภาพันธ์ 2549 ที่อาคารขวัญมอ กับอาจารย์พิศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลักดันการของบประมาณจาก สกว. ผ่าน ดร.สินธุ์ สโรบล ผมได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานในชุมชนมากขึ้น รวมทั้งความชอบส่วนตัว เรื่องเลยยาวมาจนเกิดการตั้งชมรมหมอพื้นบ้านอย่างไม่คาดคิด เพราะตอนนั้นผมไม่คาดหวัง แต่เครือข่ายชุมชนตอนนั้นคือเครือข่ายใบชะโนด นำโดยพี่ชัยพฤกษ์ พี่สมัย พ่อชาย ครูเข็ม เสนอว่าให้มีการจัดตั้ง ผมก็ว่าล้มเหลวอีกแล้วเรา ก็ได้พ่ออำนวย พลลาภมาเป็นประธาน แต่เรื่องไม่จบเครือข่ายหมอพื้นบ้านที่ตั้งขึ้นมาได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายใบชะโนด กับทั้งผมเริ่มรู้จักการจัดการมากขึ้น ผมคิดว่า “วิชาการด้านการจัดการเครือข่ายนั้นมีอยู่มากมาย เพียงแต่เราหยิบขึ้นมาทำจริงจัง เกาะติด ไม่ทิ้งงาน”
หลักที่ใช้ในการทำงาน
ทุกเครือข่ายที่ได้เข้าไปสัมผัสนั้นจะทบทวนคำถามของ ดร.ประพนธ์ เสมอว่า
1. มี “โจทย์” ที่ชัด และ Align กับ Vision
2. มี “Core Team” ที่หลากหลาย และสนใจเรื่องนี้
3. มี “Key Content” มากพอที่จะเริ่มต่อไปได้
4. มี “เวที” ให้เริ่มทั้งแบบ F2F และ Virtual
5. มี “คุณอำนวย” ช่วยหมุน “เกลียวความรู้”
ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด
SHARE VALUE เพื่อนำสู่โจทย์ของชุมชน
“คึดนำ เฮ็ดนำ ไม่ครอบงำ ไม่ทำให้”
การทำงานโดยภาครัฐ หรือเจ้าหน้าที่นั้นมักจะกลับข้างกันกับหลักการข้างต้น ผมต้องพยายามเตือนตนเองอยู่เสมอว่าเราเริ่มครอบงำ หรือเราเริ่มเข้าไปจัดการมากว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ และมีหลายครั้งที่ในการประชุม ปล่อยมากเกินไปจนทำให้เสียเวลาไปกับการประชุม เมื่อเริ่มปรับตัวได้ จากที่เคยเข้าเวทีประชุมของเครือข่ายผมจะพูดอยู่คนเดียว แต่พักหลัง ๆ น้องเจี๊ยบ (ผู้ช่วยผม) บอกว่าเที่ยวนี้พี่ต้นพูดน้อยลงนะ
“อย่าเหล่นเฮือนน้อย”
มีหลายครั้งที่ในเวที เครือข่ายจะถามว่าเลิกกี่โมง เที่ยงก็กลับใช่ไหม ผมเคยได้คุยกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหลังจากภาคบ่ายเราได้ไปเดินสำรวจป่ามาเพื่อจะได้นำข้อมูลมาวางแผนพัฒนาพื้นที่ต่อ ท่านพูดว่า “อย่าเหล่นเฮือนน้อยเด้อหมอ” เพราะท่านว่าเวลาเจ้าหน้าที่มาประชุมทีไรไม่เคยเห็นอนาคตมากเท่าครั้งนี้
ปิดการประชุม ผมฝันว่ากลับอุดร เรามีเรื่องดี ดี ไปฝากกันอีกครั้ง