กรรมการสิทธิฯเตือน"ก.พ."ชงร่างกฎระเบียบ 8โรคต้องห้ามเข้าเป็นข้าราชการหรือใครเป็นต้องออกจากราชการต่อ ครม. ทั้งวัณโรค เท้าช้าง ติดยา พิษสุราเรื้อรัง ไตวาย สมองเสื่อม ระวังเข้าข่ายลิดลอนสิทธิเสรีภาพ เหตุรัฐธรรมนูญระบุห้ามเลือกปฏิบัติในเรื่องสุขภาพ

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.มีรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ครั้งที่ 1/2552 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบเรื่องกฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ.  ... ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 36 ข. (2) กำหนดให้ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามคือ เป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ  ก.พ. หรือหากเป็นข้าราชการอยู่แล้วและเป็นโรคดังกล่าว ก็ถือเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการรับราชการ และส่วนราชการจะต้องสั่งให้ออกจากราชการ  โดยโรคที่ ก.พ.กำหนดในร่างกฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ. ... มีจำนวน 8 โรค 1.วัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ 2.โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม  3.โรคติดยาเสพติดให้โทษ 4.โรคพิษสุราเรื้อรัง 5.โรคไตวายเรื้อรัง 6.โรคสมองเสื่อม 7.โรคทางจิตเวชในระยะที่ปรากฏอาการเด่นชัด หรือรุนแรงและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ และ 8.โรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเด่นชัด หรือรุนแรงและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ตามที่ ก.พ.กำหนด "ทั้งนี้ เพื่อให้ทางราชการได้บุคคลที่มีสุขภาพเหมาะสมที่จะเข้ารับราชการ โดยจะได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป"  อย่างไรก็ตาม นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ กล่าวว่า ยังไม่เห็นกฎดังกล่าว จึงต้องขอดูรายละเอียดในก่อน แต่ส่วนตัวมีความเห็นว่าคนที่เป็นโรคที่มีการติดต่อก็จะระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งหากผู้ที่เป็นมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่อาจจะไปแพร่เชื้อได้ก็ควรปรับเปลี่ยน แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ "ส่วนตัวคิดว่าทางราชการน่าจะเป็นห่วงสุขภาพของคนคนนั้นมากกว่าการห้าม เพราะอาจจะเป็นการลิดลอนสิทธิเสรีภาพ ดังนั้นต้องดูความเหมาะสม ถ้าเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งก็ควรนำมาถกเถียงในสังคมก่อน" ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าว

ด้านนายไพโรจน์ พลเพ็ชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน กล่าวว่า หลักการสำคัญในการรับราชการและอยู่ในราชการ ตามรัฐธรรมนูญห้ามเลือกปฏิบัติในเรื่องสุขภาพ แต่ต้องพิจารณาว่าโรคนั้นมีอุปสรรคต่อการรับราชการหรือมีผลกระทบต่อผู้อื่นหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นโรค ๆ ไป ซึ่งถ้าไม่มีผลกระทบจะเลือกปฏิบัติ ห้ามไม่ให้เข้ารับราชการไม่ได้ เพราะความก้าวหน้าในปัจจุบันสามารถรักษาโรคบางโรคที่เคยเป็นโรคต้องห้ามได้

ไทยโพสต์ 28 มกราคม 2552