ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่าภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในทุกชาติทุกภาษา ซึ่งในสังคมไทยของเราเองก็ได้รับอิทธิพลนึ้และมีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เป็นเพราะในยุคปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการที่นำไปสู่การติดต่อสื่อสารทั้งทางด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา การติดต่อค้าขาย และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และจากความต้องการติดต่อสื่อสารที่กล่าวมานี้เอง ทำให้มนุษย์ต้องการเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดที่จะทำให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งก็คือ การใช้ภาษากลางภาษาอังกฤษนั่นเอง สุมิตรา อังวัฒนากุล (2537: 1) ได้กล่าวไว้ว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่สำคัญและแพร่หลายมากที่สุด อาจกล่าวได้ว่าแทบทุกประเทศที่มีการติดต่อกับโลกภายนอกมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยไม่ว่าจะเป็นการศึกษาขั้นสูงทั้งในและต่างประเทศต่างใช้ตำราที่จัดพิมพ์ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีจึงสามารถเข้าใจทัศนคติ ความคิด วัฒนธรรมของคนชาติอื่นๆ ตลอดจนรู้ถึงศิลปะวิทยาการและข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นหลากหลายแง่มุมในโลกอีกด้วย

               จากบทบาทและความสำคัญของภาษาอังกฤษดังกล่าว ทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเรียนการสอนภาษาให้ทัดเทียมกับนานาชาติตลอดมา ดังที่กล่าวไว้ในเอกสารของกรมวิชาการ (2542 ) เกี่ยวกับความเป็นมาของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษไว้ว่า ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2523 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งเพิ่มวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาเลือกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ได้เลือกเรียน โดยได้บรรจุวิชาภาษาอังกฤษให้อยู่ในกลุ่มวิชาประสบการณ์พิเศษ ทั้งนี้หลักสูตรมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนภาษาอังกฤษตามความความสามารถและความสนใจ ต่อมาได้มีการปรับหลักสูตรให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในหลักสูตรภาษาอังกฤษปีพุทธศักราช 2539 โดยมีการเพิ่มเติมจุดประสงค์ของการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องตามหลักภาษา และสื่อสารให้เหมาะสมกับการใช้ตามสถานการณ์ ทั้ง การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานและประกาศใช้ในปีพุทธศักราช 2544 อีกครั้งดังที่ได้กล่าวในเอกสารของกรมวิชาการไว้ว่าหลักสูตรใหม่นี้มีเป้าหมายที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ และนำความรู้ภาษาอังกฤษใช้แสวงหาความรู้ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทยยังถือว่าเป็นการเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ  กล่าวคือนักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันน้อย และการที่นักเรียนไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษทำให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนในที่สุด แต่ปัญหาหลักใหญ่ที่สำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าทำให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร นั่นคือ ปัจจัยปัญหาด้านตัวผู้สอนนั่นเอง ทั้งนี้เพราะกิจกรรมการเรียนการสอนของครูไม่ได้มุ่งเน้นการนำการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารมาใช้โดยเท่าที่เป็นอยู่ก็คือ ครูผู้สอนพยายามสอนเนื้อหาที่กำหนดไว้ให้จบโดยมีรูปแบบเดิมๆซ้ำซากเช่นสอนเฉพาะไวยากรณ์หรือท่องคำศัพท์เพียงอย่างเดียว เวลาสอนครูไม่มีการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเป็นแบบอย่าง (ประนอม สุรัสวดี 2534: 7) และครูยังคงยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางโดยไม่มีการกระตุ้นให้นักเรียนได้ร่วมทำกิจกรรม ไม่มีการใช้สื่อการสอน มีเฉพาะการทำแบบฝึกหัดประกอบบทเรียนซ้ำไปมา (พิตรวัล โกวิทวที 2537: 7)  ซึ่งการสอนตามรูปแบบที่ได้กล่าวมานี้ทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่สนุกสนานกับการเรียน ไม่สนใจเรียน ทำให้ผลการเรียนไม่เป็นที่น่าพอใจ และเป็นการนำไปสู่การสร้างทัศนคติในแง่ลบต่อการเรียนภาษาอังกฤษในที่สุด (สมปอง บุญสมศรี 2541: 3)

               จากปัญหาในเรื่องรูปแบบของการสอนภาษาของครูผู้สอนซึ่งไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่เน้นการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้นักเรียนมีความรู้และทักษะในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ตามสมควรกับวัย โดยกระบวนการสอนต้องเน้นทักษะที่สัมพันธ์กันทั้ง พูด ฟัง อ่าน เขียน นั้น ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอเนื้อหาในเรื่องของทฤษฎีและหลักการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารพอสังเขป ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นแนวทางข้อมูลขั้นพื้นฐานสำหรับครูผู้สอนภาษาและผู้สนใจ โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อใหญ่ดังต่อไปนี้.....to be continued