หมออนามัย

ทำไมต้องเรียก หมออนามัย หมออนามัยเป็นใคร ใครคือหมออนามัย ?

       คำถามนี้ หลายคนสงสัย หลายคนต่างมีคำถามกับ กลุ่มคน บุคคลที่ทำงานในสถานีอนามัย ว่า เขาเหล่านี้ทำงานอย่างไร ใครเป็นคนที่เรียกว่า หมออนามัย 

       ระบบการสาธารณสุขและแพทย์ไทยได้มีการพัฒนาวิทยาการให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาชาติ เมื่อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก ได้ทรงศึกษาวิชาการสาธารณสุขและวิชาการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงสำเร็จการศึกษาประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ ( Certificate of Public Health,C.P.H ) และปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ชั้น Cum Lande โดยทรงนำการสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ในเมืองไทย  ทรงพระตระหนัก เป็นอย่างยิ่งว่า สุขภาพของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญและต้องการได้รับการแก้ไข ทรงเล็งเห็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยเป็นอย่างดี และทรงมีพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านั้น จะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาของพระองค์ที่มีไปถึงกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ความตอนหนึ่งว่า

"หม่อมฉันรู้สึกอยู่เสมอว่า การสาธารณสุขนั้นเป็นของสำคัญ เป็นสิ่งบำรุงกำลังของชาติไทย เป็นสาธารณสุขประโยชน์กับมนุษยชาติทั่วไป เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสอันใดที่หม่อมฉันพอที่จะช่วยออกกำลังกาย ปัญญา หรือทรัพย์ อันเป็นทางที่จะทะนุบำรุงให้การนั้นเจริญขึ้นแล้ว หม่อมฉันยินดีปฏิบัติได้เสมอ"

 พระองค์เป็นผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อวงการแพทย์ การสาธารณสุข การพยาบาล การเภสัชกรรม ทันตศึกษา การประมง และการศึกษาของประเทศ เป็นคุณูปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์ พระราชกรณียกิจของพระองค์ มีดังนี้

   1. พระองค์ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อทรงทำนุบำรุงโรงเรียนราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราชให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ
   2. ส่งแพทย์ พยาบาล ไปศึกษาต่อต่างประเทศ
   3. สร้างอาคารเรียนกับหอพักผู้ป่วยบริเวณโรงพยาบาลศริราช
   4. ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ในการเจรจากับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้มาช่วยเหลือการแพทย์ของไทยเป็นการวางรากฐานให้การแพทย์ของไทยเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศในปัจจุบัน
   5. ทรงวางโครงการพัฒนาวิชาการพยาบาลไว้อย่างครบถ้วน ที่วชิรพยาบาล
จากการที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย ทำให้การแพทย์ของไทยเจริญก้าวหน้า บรรดาศิษย์และผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงพากันถวายพระสมัญญาว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"
ส่วนพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข ของสมเด็จฯพระบรมราชชนก นั้นเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป ทั้งในประเทศและนานาชาติว่า สมเด็จพระราชบิดา ได้สนพระทัยในงานสาธารณสุขของประเทศ ได้ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาสาธารณสุข ก่อนจะสำเร็จการศึกษาทางแพทยศาสตร์ เพราะทรงตระหนักในพระราชหฤทัยเสมอว่า การสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
เหตุที่ทรงเลือกเรียนวิชาสาธารณสุข ก็โดยที่ทรงตระหนักว่า วิชาแพทย์ทางด้านรักษาของประเทศเรายังไม่เจริญพอ หนทางเดียวที่จะให้ประชาชนรอดตายก่อนถึงเวลาอันสมควร ก็คือให้เขารู้จักรักษาตัวปรับปรุงการกินอยู่ให้มีอนามัยดี มีสุขศึกษาที่ดี เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เป็นโรคซึ่งจะเป็นผลดีกว่าจะไปแก้ไขกันเมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว การทั้งหมดนี้จะดำเนินไปได้ก็โดยมีผู้รู้วิชาการสาธารณสุขเป็นผู้จัดการ พระองค์จึงตัดสินพระทัยเรียนวิชาการสาธารณสุข ด้วยทรงเห็นประโยชน์
ในระหว่างที่ประทับในพระนคร เนื่องในพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ นั้นสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงนำความรู้ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ที่ทรงได้รับจากการศึกษาในต่างประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจทางด้านสาธารณสุข ดังนี้
ในการอบรมแพทย์สาธารณสุข ซึ่งกรมสาธารณสุขได้จัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่สถานเสาวภาในปี พ.ศ. 2467 ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน มีแพทย์เข้ารับการอบรม จำนวน 12 คน สมเด็จฯพระบรมราชชนก ทรงเป็นพระอาจารย์ และทรงบรรยายในหัวข้อเรื่อง "วิธีปฏิบัติการสุขาภิบาล" (Practical Sanitation) ทรงแบ่ง ประเภทของกิจการสาธารณสุขไว้โดยชัดเจน เป็น 3 ชนิด คือ
   1. สุขวิทยา (Hygiene) คือ ความรู้ที่จะช่วยให้เรารู้จักบำรุงร่างกายให้เป็นปกติอยู่ให้มีความจำเริญแข็งแรงตามธรรมชาติ เช่น นอนเป็นเวลา กินเป็นเวลา เป็นต้น
   2. เวชกรรมกันโรค และการปราบโรค (Prevention Medicine) เวชกรรมศาสตร์นั้น เป็นวิชาที่แก้ไขรักษาโรคที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์โดยทางรักษาเวชกรรมกันโรคนี้ มุ่งจะกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ เช่น ปลูกฝีกันไข้ทรพิษ เป็นต้น
   3. สุขาภิบาล (Sanitation) คือ บำรุงสถานที่และควบคุมหนทางออก ทางเข้าและสิ่งที่ออกจากและเข้าไปในร่างกาย และสถานที่มนุษย์อยู่ อย่าให้เป็นบ่อเกิดและนำมาแห่งโรค
ทั้ง 3 ประการนี้ รวมเรียกว่า สาธารณสุข
ในการบรรยายเรื่อง วิธีปฏิบัติการสุขาภิบาลนี้ยังได้ทรงปาฐกถา 2 เรื่อง คือ "ธาติปัจจัยในการสาธารณสุข" รับสั่งมีความสำคัญว่า งานสาธารณสุขนั้นจะทำให้บรรลุผลสำเร็จต้องประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ คือ ศรัทธา ความรู้ เงิน ความร่วมมือ
และได้ทรงปาฐกถาเรื่อง "คิดเป็นจำนวน" ทรงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสาธารณสุข กล่าวคือ ถ้าได้จัดการสาธารณสุขดีแล้ว ความเจ็บป่วยของพลเมืองจะลดลง เพราะมีโรคหลายอย่างที่ควรจะป้องกันได้ ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ต้องเสียกำลังแรงงาน ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเขามาคิดเป็นจำนวนเงินได้ ซึ่งประเทศชาติต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจไปมิใช่น้อยเลย
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงให้ความช่วยเหลือ แก่การสาธารณสุข คือ ในปี พ.ศ. 2463 ได้ทรงนิพนธ์บทความเรื่องทุเบอร์คุโลซิส หรือวัณโรค
ทรงร่วมในการพิจารณาพระราชบัญญัติ การแพทย์ พ.ศ. 2466 โดยทรงแก้ไขข้อขัดข้องและความขัดแย้งต่าง ๆ จนลุล่วงไปด้วยดี ทำให้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกประกาศใช้ได้
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ยังได้ทรงส่งเสริม เรื่อง "สงเคราะห์มารดาและทารก" พระองค์รับสั่งเสมอว่าเมืองไทยยังต้องการอบรมมารดาให้รู้จักการเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อาหารเด็ก เพราะพระองค์ทรงปรารภว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะให้กรมสาธารณสุขขยายกิจการ สงเคราะห์มารดาและทารก เนื่องจากในสมัยนั้นอัตราตายของทารกต่ำกว่า 1 ขวบมีสูงมาก ทรงวางโครงการดัดแปลง วชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาลคลอดบุตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเป็นศูนย์อบรมศึกษาพยาบาลผดุงครรภ์ พยาบาลสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และหมอตำแย เพื่อจะได้มีผู้ทำงานด้านสงเคราะห์มารดาและทารกเพิ่มขึ้น
ทรงพระราชทานน้ำดื่มน้ำใช้ให้แก่ชาวบ้าน เช่น ด้วยการสร้างคันกั้นน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดไว้อุปโภคและบริโภค ที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงขอร้องให้กระทรวงมหาดไทยวางท่อประปาข้ามแม่น้ำส่งมาโรงพยาบาล
สมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ถึงแม้ว่าพระวรกายและพระอนามัยของพระองค์ไม่แข็งแรง โรคที่รบกวนอยู่ก็ทรงประชวรตั้งแต่อยู่เมืองนอก คือ โลหิตจาง กับไตอักเสบเรื้อรัง ต่อมาภายหลังมีโรคตับอักเสบและกลายเป็นหนองร่วมด้วย และด้วยเหตุนี้พระองค์ได้เสด็จจากเราไปโดยไม่มีวันกลับในวันที่ 24 กันยายน 2472 ณ วังสระปทุม รวมพระชนมายุ 38 พรรษา
การที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทางด้านการสาธารณสุขเอนกประการ มีผลทำให้การสาธารณสุขของประเทศ มีการพัฒนามากขึ้นในทุกด้านและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อกิจการสาธารณสุขทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ ก็ด้วยพระปรีชาญาณที่ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล เนื่องจากในสมัยปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในเวลาต่อมา ได้มีการตั้งแผนกเวชศาสตร์ป้องกันขึ้นในโรงพยาบาล และกำหนดให้นักศึกษาแพทย์ได้ปฏิบัติในวิชานี้อย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังให้เกิดความสนใจในแง่ป้องกันโรคไว้ตั้งแต่ต้น
นับได้ว่า สมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงดำรงพระองค์เป็นแพทย์สาธารณสุขที่มุ่งบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพสกนิกรอย่างแท้จริง กิจการด้านสาธารณสุขได้เจริญสืบมา
ในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีที่ครบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพของสมเด็จฯพระบรมราชชนก บรรดาอาจารย์ของสถาบันการศึกษาทางสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 สถาบัน คือ
   1. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
   2. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
   3. สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
   4. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการประชุมแล้วมีมติพร้อมเพรียงในความประสงค์ขอพระราชทานสมัญญา สมเด็จพระราชบิดาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น "พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย"
ในปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงรับสั่งให้ใช้พระราชสมัญญาเป็น "องค์บิดาแห่งการสาธารณสุขไทย" โดยทรงอธิบายเหตุผลแห่งการเปลี่ยนคำ โดยการยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้ดังนี้ คือ สำหรับพระสงฆ์จะใช้คำว่า "พระ" นำคำว่า "อาจารย์" เสมอไป เช่น "พระอาจารย์ฝั้น" "พระอาจารย์มั่น" ศิษย์จะเป็นใครก็ตาม สำหรับฆราวาสนั้นจะเป็นพระอาจารย์เพียงเมื่อศิษย์เป็นเจ้าเช่น นาย ก เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระเทพรัตนฯ แต่สมเด็จพระเทพรัตนฯ มิได้ทรงเป็นพระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อย เพราะนักเรียนนายร้อยไม่ได้เป็นเจ้าเห็นเขาเรียกกันว่า "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน การแพทย์หรือการสาธารณสุขไม่ได้เป็นเจ้า ก็ไม่น่าจะใช้คำว่า "พระบิดา" แต่บิดาเป็นเจ้าจึงเสนอให้ใช้คำว่า "องค์บิดา" ดังที่ใช้ว่า "องค์ อุปถัมภ์" หรือ "องค์ประธาน" ไม่ได้ใช้คำว่า "พระอุปถัมภ์" หรือ "พระประธาน"
จึงทำให้พระราชสมัญญาว่า "พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย" เปลี่ยนเป็น "องค์บิดาแห่งการสาธารณสุขไทย"