มาตรา ๕๑ แห่ง พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฎ ความว่า คณาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัย มีตำแหน่งทางวิชาการดังนี้
- (๑) ศาสตราจารย์
- (๒) รองศาสตราจารย์
- (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
- (๔) อาจารย์
หมายเหตุ ศาสตราจารย์ [สาดตฺรา,สาดสะตฺรา] น. ตำแหน่งทางวิชาการชั้นสูงสุดของสถาบันระดับอุดมศึกษา (พจนานุกรม)
หากพิจารณาจากมาตรา ๕๑ ที่อ้างถึงนี้ ผู้เป็นคณาจารย์สามารถไต่ขึ้นตำแหน่งสูงสุดในมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ ที่ "ศาสตราจารย์"
ผู้เขียนเคยได้พบ ศาสตราจารย์ ในระดับประชิดตัว ๒ ท่าน และทั้ง ๒ ท่าน น่าเคารพทีเดียว เพียงแต่ผู้เขียนไม่ได้คุยเป็นการส่วนตัวเท่านั้น (ฮา) อันหนึ่ง อยากถามท่านว่า "ท่านได้ตำแหน่งศาสตราจารย์" มาโดยวิธีการใด โดยหวังว่า คำตอบ จะเป็นแนวทางสำหรับผู้หวังความก้าวหน้าในตำแหน่งทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎ (เป็นไปได้ว่า ผู้เขียนอาจพบ ศาสตราจารย์ มากกว่า ๒ คน แต่ปัญญาของเราไม่อาจทราบได้ว่า ท่านคือศาสตราจารย์ คงจะเหมือนกับ หลวงตาแก่ๆ ที่อยู่บ้านนอก มีความรู้แต่เราดูไม่ออก หรืออาจเหมือน เหลาจื้อ อ่อนน้อม ถ่อมตน ติดดิน แต่ยิ่งใหญ่...และบางที การไม่ทราบก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เข้าถึงได้ง่าย เพราะหากทราบ จะแตกต่างอะไรกับ เจ้าอาวาสและลูกวัด)
วันนี้ได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่ง เป็นการนำอาจารย์ ตำแหน่งทางวิชาการคือ รองศาสตราจารย์ มาเป็นวิทยากรรับเชิญ ผู้เขียนเข้าใจว่า อีกไม่นานท่านคงขึ้นตำแหน่ง ศาสตราจารย์ แต่แล้วพิธีกรกลับไม่เรียกตำแหน่งทางวิชาการ เหมือนตำแหน่งอื่นๆ เช่น ท่านอธิการครับ ท่านคณบดีขา หากแต่พิธีกรใช้สรรพนามแทนวิทยากรรับเชิญว่า "ครู" ผู้เขียนไม่คิดว่า วิทยากรรับเชิญจะเคยสอนพิธีกรมาก่อนแน่ แต่ทำไมจึงเรียกท่านว่า "ครู" และสำเนียงที่ออกมานั้น ให้เห็นถึงความเคารพ นอบน้อมทีเดียว ตลอดถึงบุคลิกของวิทยากรรับเชิญ ก็ดูน่ากราบไหว้ทีเดียว
น่าคิดไม่ใช่เล่น ตกลง ที่สุดของความเป็นอาจารย์คือ "ครู" ดอกหรือ ดังนั้น ผู้เป็นครูแล้ว จงภาคภูมิใจกันเถิด อย่ามาเริ่มต้นที่ "อาจารย์" อีกเลย :-)
ขอบคุณครับ