ในปัจจุบันตัวผมเอง ได้ทำงานแล้วในตำแหน่งเจ้าหน้าที่กฎหมายสิทธิและสถานะ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา จังหวัดเชียงราย ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้มาทำงาน ณ ที่นี้ผมเองได้เรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่มีคติสั่งสอนว่า "ความรู้ คู่คุณธรรม" พร้อมกันนี้ในวิสัยทัศน์ของทางมหาวิทยาลัยพายัพที่กำหนดไว้ว่า "สัจจะ บริการ" เป็นสิ่งที่สอดคล้องและเกื้อกูลกันตลอดมา

 

 

บันทึกฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการที่จะกล่าวในพิธีเปิดห้องเรียนการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของ คนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย รุ่นที่ ๒ ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้ามาเจอกับปัญหาของชาวบ้านอำเภอแม่อาย ๑๒๔๓ คน ในช่วงยุคท้าย(ก่อนที่จะมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้นำรายชื่อชาวบ้านทั้ง ๑,๒๔๓ คนกลับสู่ระบบการทะเบียนราษฎร)

ผมกับ บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีความผูกพันกันได้อย่างไร ?

          ในปัจจุบันตัวผมเอง ได้ทำงานแล้วในตำแหน่งเจ้าหน้าที่กฎหมายสิทธิและสถานะ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา จังหวัดเชียงราย ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้มาทำงาน ณ ที่นี้ผมเองได้เรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่มีคติสั่งสอนว่า "ความรู้ คู่คุณธรรม" พร้อมกันนี้ในวิสัยทัศน์ของทางมหาวิทยาลัยพายัพที่กำหนดไว้ว่า "สัจจะ บริการ" เป็นสิ่งที่สอดคล้องและเกื้อกูลกันตลอดมา

           ทุกคนที่ได้เข้ามาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยต่างก็มีความคิดความหวังว่าเมื่อจบไปแล้วจะต้องเป็นทนายความ,ตำรวจ,อัยการ,ผู้พิพากษา ฯลฯ ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดและคาดหวังว่าจะเป็นตามสิ่งดังกล่าวที่ได้กล่าวมาในข้างต้น แต่เมื่อผมได้ศึกษาอยู่เทอม ๒ ชั้นปีที่ ๓ แนวความคิดเรื่องดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากที่ได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในระดับรากหญ้าให้เขาใช้สิทธิของเขาตามกฎหมายหลังจากที่เขาถูกรังแกจากสังคมหมู่บ้าน ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เริ่มพลิกแนวคิดของตนเองว่าเราน่าจะช่วยอะไรต่อชาวบ้านในระดับรากหญ้าให้ได้รับสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย

           หลังจากนั้นเมื่อได้เรียนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นวิชาเลือกเสรีหนึ่งวิชาที่ในขณะนั้นยังมีการเปิดการเรียนการสอน ก็ยิ่งเป็นการตอกตะปูความคิดว่าตัวเราน่าจะต้องเดินไปในเส้นทางของ "นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน"มากขึ้น ยิ่งมาเรียนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลด้วยแล้วยิ่งตอบคำถามต่อตัวเองว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วเราอยากจะทำงานอะไร ?

           มีครั้งหนึ่งที่ อาจารย์วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล ที่รับหน้าที่ในการสอนวิชาคดีบุคคล ได้ทำงานในการช่วยเหลือชาวบ้าน อำเภอแม่อายที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากระบบการทะเบียนราษฎร มีโครงการที่จะขึ้นไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผมเองก็ได้เสนอตัวว่าจะขอเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้กับอาจารย์ด้วย ซึ่งครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับชาวบ้านบ้านท่าตอน(ครั้งแรกจริงๆ) โดยการเดินทางครั้งนี้ผมได้เดินทางไปล่วงหน้าจากคนที่ไม่เคยเดินทางไปที่หมู่บ้านนั้นเลย แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงให้ได้ แม้ว่าจะเจอกับปัญหาในเรื่องต่างๆแต่ท้ายที่สุดผมก็เดินทางไปถึงหมู่บ้านท่าตอนได้

           และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของคำว่าความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับบ้านท่าตอน

            เมื่อความผูกพันเกิด แล้วอะไรที่ตามมา? 

           จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นถึงบ่อเกิดแห่งความผูกพันระหว่างผมกับชาวบ้านบ้านท่าตอนแล้ว ในส่วนนี้จึงเป็นการสานสายใยสัมพันธ์ระหว่างตัวผมกับชาวบ้านว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป

           เมื่อการเดินทางครั้งแรกสู่บ้านท่าตอนของผมผ่านไปสิ่งที่ได้เห็นจากการได้ลงพื้นที่กับอาจารย์วรรณทนีและอาจารย์สิทธิพร ก็คือสิ่งที่ได้พบเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบในห้องเรียนกฎหมายที่ใดๆ แต่ที่นี่คือห้องเรียนที่มีชีวิตและพวกเขาเหล่านั้นกำลังประสบปัญหาด้านกฎหมายสถานะบุคคล (กฎหมายการทะเบียนราษฎร,กฎหมายสัญชาติ,กฎหมายคนเข้าเมือง) และนั่นก็เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญและเป็นสิ่งที่น่าจดจำกับคนที่เพิ่งได้ไปพบเห็นถึงปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องปรับต่อตัวบทกฎหมาย ได้เห็นชาวบ้านกอดกับอาจารย์วรรณทนีและร้องไห้ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงเป็นอย่างนั้นแต่มีสิ่งหนึ่งที่เข้ามากระทบในจิตใจของผมนั่นก็คือ นี่คือสิ่งที่นักกฎหมายทุกคนควรที่จะทราบและเข้าใจว่านี่แหละคือวิถีชีวิตนักกฎหมาย

 มองกลับไปรอบๆตัวในขณะที่อาจารย์ทั้งสองท่านกำลังสอบประวัติชุมชนหมู่บ้าน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดเกาะเกี่ยวที่ชาวบ้านบ้านท่าตอนนั้นมีกับรัฐไทย ซึ่งเป็นการสอบถามในเชิงลึก แต่ชาวบ้านบ้านท่าตอนทุกคนที่มาในวันนั้นก็สามารถตอบได้อย่างถูกต้องและมีพยานทั้งบุคคลหรือเอกสารมายืนยันคำพูดของตนได้หมด ความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้มันก็เกิดขึ้น ตัวเราจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่นี่ละ? เป็นความผูกพันที่เกิดขึ้น อีกวันผมก็ได้ไปงานที่คณะสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรางยุติธรรมได้เดินทางมาตรวจ DNAให้แก่ชาวบ้านที่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจ DNA เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่าตนเองเป็นคนที่มีสิทธิมีสัญชาติไทย

          เห็นแววตาของชาวบ้านแม่อายที่มางานในวันนั้น ที่ทุกๆคนมาด้วยความหวังที่จะได้สิทธิสถานะที่ตนเองควรจะได้รับ(ซึ่งผู้เขียนได้เขียนบทความนี้ไว้แล้วในเรื่อง DNA) ซึ่งนั่นก็คืออาจารย์ที่มีชีวิตที่สอนผมในเรื่องการเรียนรู้สังคมเพื่อนำพาไปสู่ข้อเท็จจริงที่มีเพียงอย่างเดียว และสอนให้รู้ว่าความเดือดร้อนและความเจ็บปวดของชาวบ้านในเรื่องของสิทธิสถานะนั้นเป็นอย่างไร...

          มันเป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นเพราะอะไรผมก็ตอบไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ดีที่สุดในหัวใจที่มันพร้อมและอยากเข้าไปช่วยพวกเขา