นายกสมัครหล่นจากเก้าอี้เพราะอาหารเป็นพิษ สมชายมาแม้ว!!!!

วิกฤติการณ์ทางการเมือง : 7

 

ฝ่ายต่อต้าน/คัดค้าน

ฝ่ายรัฐบาล/สนับสนุน

พันธมิตรปิดล้อมรัฐสภา 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

v                 ในวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ทยอยสู่ที่ชุมนุมแล้ว เวลาประมาณ 20.30 น. แกนนำพันธมิตรทั้งรุ่นแรกและรุ่นที่สองได้ขึ้นเวทีพร้อมกัน และประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อทำการปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ในวันรุ่งขึ้น (7 ตุลาคม) โดยในส่วนหน้ารัฐสภานี้อยู่ภายใต้การดูแลของแกนนำพันธมิตรรุ่นสอง

v                 เวลาประมาณ 06.20 น. ของเช้าวันอังคารที่ 7 ตุลาคม ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาร่วม 100 กว่านัดเข้าใส่ผู้ชุมนุม เพื่อเป็นการเปิดเส้นทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากตั้งแต่แต่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยถึงขั้นขาขาด พันธมิตรฯ ได้เข้าทำการตัดน้ำตัดไฟในอาคารรัฐสภา ทางรัฐสภาจึงต้องใช้ไฟฟ้าสำรอง ต่อมาในเวลาประมาณ 09.30 น. การแถลงนโยบายร่วมได้เริ่มขึ้น แต่ ส.ส. และ ส.ว. หลายคนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาได้ให้นับองค์ประชุมปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงได้ให้พักการประชุม และเมื่อเปิดประชุมใหม่ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น รวมจำนวน 320 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านได้คว่ำบาตรการแถลงนโยบายครั้งนี้

v                 เมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ก็ไม่สามารถจะเดินทางออกมาได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดกั้นประตูทางออกแทบทุกทาง จึงต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจแทน พร้อมด้วยนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาว ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ถึงสถานการณ์

v                 ต่อมาเวลา 16.00 น. เกิดเหตุการณ์รถจิ๊ปเชโรกีระเบิดที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ เป็น นรต.46 อดีตตำรวจ สวป.บุรีรัมย์ เป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม ผู้ประสานงานพันธมิตร

v                 ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภา เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวออก โดยให้ผู้จะออกแสดงบัตร และอนุญาตให้ออกเฉพาะที่ไม่ใช่ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น เช่น พนักงานสภาและสื่อมวลชน ต่อมาตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงอีกหลายนัด เพื่อเปิดทางให้ส.ส.และส.ว.ออกไปได้ และระดมยิงแก๊สน้ำตาต่อเนื่องไปจนถึงหัวค่ำ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจนถึงขาขาดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย และมีผู้หญิงสาวเสียชีวิตด้วย รวมยอดผู้บาดเจ็บทุกฝ่ายทั้งสิ้นในขณะนั้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย และตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นาย

นายกฯสมัคร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

v     วันอังคารที่ 9 กันยายนพ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง วินิจฉัยให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ในคดีจัดรายการ ชิมไปบ่นไป และ ยกโขยง 6 โมงเช้า ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จนต้องสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที

v     12 กันยายน 2551 ได้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แต่สส.พรรคพลังประชาชน ไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ครบองค์ประชุม ต้องเลื่อนออกไป เป็นวันที่ 17 กันยายน 2551

v     17 กันยายน 2551 ได้รับการคัดเลือกจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการลงคะแนนปรากฏว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ 298 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ 163 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ทำให้นายสมชาย ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ จึงได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย

นายกฯสมชาย แถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เริ่มต้นเวลา 09.30 น. ในสภามีการใช้กระแสไฟฟ้าสำรอง หลังจากไฟฟ้าในรัฐสภาถูกตัด และในที่ประชุมก็ปิดแอร์เพื่อประหยัดกระแสไฟฟ้า ในห้องประชุมอุณหภูมิ 28.4 องศา[

สมาชิกบางคนถึงกับถอดเสื้อนอก บางคนใช้พัด เพราะอากาศร้อน แม้จะมีการตัดกระแสไฟฟ้าภายในอาคารรัฐสภาอีกครั้งเมื่อเวลา 12.45 น. แต่สมาชิกก็ยังคงเดินหน้าประชุมต่อไปโดยใช้เครื่องกำเนิดไฟสำรอง

จนในที่สุด นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงขอบคุณสมาชิกแทนนายสมชาย จากนั้นนายชัยได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 12.57 น. โดยใช้เวลาการพิจารณานโยบายเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง และมีสมาชิกอภิปรายเพียง 5 คน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

v     หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังคมหลายภาคส่วนได้ประณามการกระทำของตำรวจครั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์การปะทะกัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชทานหน่วยพยาบาลเพื่อให้ทำการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนสามแสนบาทแก่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อเป็นการค่าใช้จ่ายในการรักษา

โปรดติดตามตอนที่ 8 ต่อไปครับ