ช่วงปีใหม่ผมมีเวลาทบทวนชีวิตตนเองใน ๑ ปี แล้วสรุปว่าเป็นชีวิตที่ “ล้มเหลว” เพราะผมยุติการทำงานเป็นผู้บริหาร คือ ผอ. สคส. เพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากงานบริหาร และเพื่อให้มีเวลาว่างมากขึ้น ออกเดินทางท่องเที่ยวทำความรู้จักประเทศไทยได้มากขึ้น ถึงกับซื้อรถใหม่เตรียมไว้
แผนอีกอย่างหนึ่งคือ การทดลองชีวิตที่ไม่มีเลขานุการ ใช้ PDA เป็นเลขานุการ ช่วยจดจำและเตือนงานและนัดหมาย ประกาศให้ผู้ต้องการติดต่อผมใช้ อี-เมล์ ในการติดต่อ ผมคิดว่าน่าจะทดลองชีวิตแบบนี้ เพราะต่อไปงานคงจะน้อยลงเรื่อยๆ
เตรียมตัวเป็นคนแก่เต็มที่
ชีวิตในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๑ พิสูจน์ว่า แผนชีวิตข้างบนนั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ผมกลับมีงานมากขึ้น หรือพูดใหม่ว่า ถูกเรียกร้องให้รับใช้สังคมมากขึ้น และด้วยนิสัยของผม ผมกลับมองเป็นโอกาสเรียนรู้ ผมจึงปฏิเสธไม่ลง เพราะนี่คือโอกาสได้รับรู้ เรียนรู้ เรื่องราวสำคัญๆ ในบ้านเมือง หรือบางงาน ก็เป็นงานที่ผมเกี่ยวข้องมาก่อน หรือเป็นผู้ริเริ่มไว้ มีความรู้สึกรักและผูกพันกับคุณค่าของงานนั้นต่อสังคม
จะว่าล้มเหลวก็ไม่ถูกนัก เพราะผมตั้งใจไว้ว่า จะเลิกทำงานบริหาร ก็เป็นไปตามที่ตั้งใจ ใครมาชวนทำงานบริหารผมปฏิเสธ นี่คือความสำเร็จในชีวิต ผมเลิกทำงานบริหารเมืออายุเต็ม ๖๕
แต่งาน “กำกับดูแล” (governance) ก็ไหลประดังเข้ามา และเมื่อมันเป็นงานเชิงระบบ ผมก็ไม่อยากปฏิเสธ เพราะผมชอบ ผมอยากเรียนรู้เชิงระบบ ผมอยากเรียนรู้วิธีขับเคลื่อนระบบ โดยเฉพาะการทำให้เป็น “ระบบที่เรียนรู้” (Learning Systems) ผมอยากเรียนรู้กระบวนการที่เรียกว่า Systems Learning งานที่ไหลประดังเข้ามาจึงกลายเป็น “สินทรัพย์ทางปัญญา” (intellectual assets) สำหรับผม คือผมถือเป็น “แบบฝึกหัด” ชีวิต ที่จะต้องทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพราะมันเป็นความเป็นความตายของบ้านเมืองด้วย
อายุเต็ม ๖๖ ผมใช้ชีวิตทำงาน “กำกับดูแล” อย่างกระตือรือร้น เพราะอยากทดลองทำงานแบบ Generative Governance และแบบใช้สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษา นั่นคือ จะหาทางสร้างระบบ “การวิจัยระบบอุดมศึกษา” ขึ้นเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษา ซึ่งนี่คือมิติหนึ่งของ systems learning
แต่ผมก็เตือนตัวเองว่า การทำงานแบบเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจต้องอดทนมาก ต่อการที่จะต้องทำความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนจากวิธีคิดแบบเดิมๆ ดังตัวอย่างความล้มเหลวในปี ๒๕๕๑ อีกเรื่องหนึ่งของผม
ที่จริงถ้าจะประจานความล้มเหลวของตัวเองในรอบ ๑ ปี มันมีมากมาย แต่นั่นไม่ช่วยให้ชีวิตสดใส ส่วนที่ทำให้ชีวิตของผมสดชื่นคือ การได้ “ฝัน” และค่อยๆ ทำฝันให้เป็นจริง และที่ท้าทายคือ ทำฝันให้เป็นจริงโดยที่ตนเองไม่ใช่ผู้ลงมือทำ เพราะผมล้างมือจากการเป็นผู้บริหารแล้ว แต่ผมก็มีอาวุธที่ทรงพลัง คือ AI และ SSS สำหรับเอามาสานฝัน
สรุปว่า ชีวิตไม่มีวันล้มเหลว ถ้าเราทำให้มันสนุกและตื่นเต้น เพราะมันคือแบบฝึกหัดของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ และเป็นชีวิตที่มุ่งทำประโยชน์แก่สังคม
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ธ.ค. ๕๑
ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
ตูน มน.