ปุจฉา...?
"ความคิด จิตว่าง และการปล่อยวาง" ควรทำสิ่งใดก่อน คิดก่อน หรือว่าวางก่อน...?
วิสัชนา...
อื่ม... เรื่องพวกนี้เข้าใจยากนะ เพราะเป็น "ปัจจัตตัง..." เห็นได้ด้วยตนเอง
หลาย ๆ คน หลากหลายท่านในวันนี้ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ หรือหน้าเก่า ๆ จนกลายเป็น "เก๋า" นี่เถียงกันได้สามวันแปดวันเลยนะ
แต่นั่นก็เถอะ ทางใด ความเห็นใดที่ไม่ใช่เป็นเรื่องนำไปซึ่งความดับทุกข์พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ว่า อย่าถกเถียงกันเลย นำเวลาที่มีอยู่น้อย ๆ ในชีวิตเล็ก ๆ นี้ นำไปเพื่อความอิสระจาก "ทุกข์" ดีกว่าเน๊อะ...
เรื่องทั้งสามเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเร็วมากจนบางครั้งเรามองว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกัน
แต่หากเรามีสติซึ่งเป็นผลจากการฝึกสมาธิ วิปัสสนา อันมีศีลเป็นฐานอันพร้อมบริบูรณ์แล้วเราจะมองและแยกได้ทัน ซึ่งนั่นเองคือ "สติ"
สตินี้เป็นผลจากธรรมแห่งจิตที่มีการฝึกฝน
ฝึกดีก็ดี ฝึกชั่วก็ชั่วนะ
ฝึกช้าก็ช้า ฝึกเร็วก็เร็ว ฝึกเฉิ่มก็เฉิ่ม
ครูบาอาจารย์ท่านจึงแนะนำให้เราคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่ให้เฉิ่ม ต้องมีสติระลึกรู้ รวดเร็ว ว่องไว
นำสมาธิมาทำให้สติสามารถจับจิตที่มีความคิดเข้ามาครอบงำ เพื่อปล่อยวางความคิดนั้นให้อยู่นอกเหนือจากการครอบงำจิตได้
ไอ้เจ้าความคิดนี้ คิดดีก็ยุ่ง คิดไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
การประมาทในความคิดนั้นเป็นต้นเหตุให้เกิดผลเสียที่ส่งออกมาจากกายและวาจา
ประมาทมาก ๆ ใจก็จะเต็มไปด้วยอกุศล
คิดไม่ดี พูดไม่ได้ การแสดงออกก็ไม่ดี
สีหน้า แววตา กิริยา คำพูด ล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุคือ "ความคิด"
คิดให้ดีนะ อย่าประมาทในความคิด
แล้วจิตนี้จะว่างได้โดยธรรมชาติ
เมื่อจิตว่างได้แล้วจะปล่อยวางแบบ "ธรรมดา ๆ..."
ท่านพูดถูก
นำเวลาที่มีอยู่น้อย ๆ ในชีวิตเล็ก ๆ นี้ นำไปเพื่อความอิสระจาก "ทุกข์" ดีกว่า
นำเวลาไปสังเกตุตนเอง เพื่อการพัฒนา ตามดู รู้มันไป
ไปทำหน้าที่อันสำคัญของการโชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ดีกว่า คือการปฎิบัติธรรม
สู่พื้นที่เดียวกัน ไม่ว่าใคร ที่ไหน ศาสนาไร
พื้นที่ สะอาด สว่าง สงบ
การที่เราได้เกิดมาชีวิตนี้ ความทุกข์ที่ติดตามมากับร่างกายนั้นก็เป็นความทุกข์ที่เกินจะทนได้
หน้าที่ที่จะต้องฝึกจิตนี้ให้ปล่อยวางอันความทุกข์ในร่างกายนี้ก็มีมากมายประดุจเกวียนที่ย่อมติดตามโคไปทุกหนทุกแห่ง
แล้วเหตุใดชีวิตบางชีวิตจึงต้องทุกข์ ต้องอมทุกข์ ต้องจมทุกข์กับการถกเถียงกัน ทะเลาะกัน โกรธเคืองกันกับเรื่องราวของ "ความรู้" ความเข้าใจ ที่เผยแพร่อย่างกระจัดกระจายอย่างไร้จุดมุ่งหมายในสังคมนี้
แต่ทว่า... หากเรานำความวุ่นวาย ความทุกข์ทั้งปวงที่ได้พบ ได้เจอ ได้สัมผัสมาแล้วนั้น
นำความทุกข์มาเป็นปุ๋ยให้ชีวิต
นำมาขบ มาคิด มา "พิจารณา" ย่อยสลายแล้วนำไปบำรุงจิตใจให้เกิดมี "ปัญญา" ที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเฉพาะหน้าและเฉพาะตนได้แล้วนั้น
ชีวิตนี้จักประสบพบกับความสุขขึ้นอีกมาก
ชีวิตทั้งหลายที่นำปุ๋ยแห่งปัญญามาใส่ลงในชีวิตนั้น ชีวิตของเขาจะงดงาม รุ่งเรือง ชูช่อ ออกใบ ออกดอก ออกผล ให้ตนและบุคคลทั้งหลายได้ชื่นชม ได้เก็บเกี่ยว ลิ้มรส สูดดม ซึ่งความดีงาม ความหอมหวลที่ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่งและแอบแฝง
วิญญูชนทั้งหลายพึงนำความเลว ความร้าย อันเป็นความทุกข์ที่ตนได้สร้างขึ้น ได้ก่อขึ้น ด้วยสมองมือ หนึ่งปาก และหนึ่งจิตใจนี้ มาเป็นเครื่องประทังชีวีของตนด้วยตนเองเถิด
ด้วยเหตุนี้วิญญูชนทั้งหลาย จักเป็นผู้เข้าถึงซึ่งความสงบสุข ด้วยปัญญาของตนเอง
ปัญญาที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ของตนเอง ซึ่งจักนำมาซึ่งการดับทุกข์ของตนเอง...
ซาบซึ้ง !สาธุ!
ปัญญาที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ของตนเอง ซึ่งจักนำมาซึ่งการดับทุกข์ของตนเอง...