หลังจากเมื่อสองคืนก่อน (วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑ ) ที่ได้เดินทางกลับจากคลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สองคืนที่ได้มาอยู่ที่นี่มีเพื่อนอยู่ด้วยเยอะเชียว...

สองคืนแล้วที่ไม่เหงา เพราะห้องนี้มีเพื่อน มีญาติอยู่เยอะ
คืนแรกนั้นเรายังไม่รู้เพราะมายังไม่ได้ไปเปิดตู้ พอวันที่สองได้สำรวจห้องเลยรู้ว่าห้องนี้เป็นที่เก็บอัฏฐิ
อัฏฐิของญาติโยมซึ่งวันนี้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมที่พักของเราทำให้เราคลายเหงาไปได้มาก
และในวันนี้เองก็ได้มีเพื่อนเข้ามาร่วมห้องอยู่ด้วยอีกหนึ่ง เพราะตอนบ่ายเพิ่งนำท่านไปฌาปนกิจ ตกเย็นก็ไปเก็บอัฏฐิ ทำพิธีเสร็จแล้วเราก็นำมาเก็บไว้ที่นี่
เมื่อก่อน (สองปีที่แล้ว) ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นซึ่งเป็นตอนที่เราบวชใหม่ ๆ ยังเคยได้มีโอกาสไปรับบิณฑบาตรท่านเมื่อครั้งที่ท่านนอนป่วยอยู่ที่ฝั่งคุณแม่ชี
วันก่อนนั้นยังนอนอยู่ในห้องฝั่งคุณแม่ชี เมื่อวานนอนอยู่ในศาลา ตอนบ่ายนอนอยู่ในเมรุ แต่ตอนนี้มาอยู่เป็นเพื่อนกับเรา ซึ่งเราได้รับโอกาสให้เป็นคนถือขึ้นมาเก็บไว้เอง
ตรงข้ามห้องที่เราพักก็เป็นที่เก็บร่างอันไร้วิญญาณของคุณแม่ท่านหนึ่ง
ในห้องเราก็เป็นที่เก็บอัฏฐิของพ่อ แม่ พี่ น้อง ทั้งคนแก่แลเด็กเล็ก ซึ่งวันนี้เหลือไว้เพียงแค่อัฏฐิซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งนี้ “เคยมีเขา” เคยมีเราอยู่บนโลกนี้...
ชีวิตเราก็มีแค่นี้แหละเน๊อะ
จะเอาอะไรมากมายกับชีวิต ในเรื่องความโลภ ความโกรธ และความหลง...
ชีวิตที่มีและเหลืออยู่นี้สิ่งที่ควรมี ควรทำให้มากคือการทำความดี การเสียสละ และไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
ชีวิตนี้จะมีค่าหากดำเนินชีวิตด้วยความประมาทและสร้างสรรค์ “กรรมดี...”

อีกไม่นานคงได้เป็นเพื่อนกันค่ะ..
ok ok
แน่นอน แน่นอน...
ชีวิตเราก็มีแค่นี้แหละเน๊อะ
จะเอาอะไรมากมายกับชีวิต ในเรื่องความโลภ ความโกรธ และความหลง...
แต่ช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ขอมีสุขบ้าง ทุกข์น้อยๆ ก็ OK แล้ว
แต่ทั้งนี้แหละทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับ ตัวและใจ เรา เป็นสำคัญ
สำหรับเรา เริ่มเห็นว่า ไม่ว่าสุข หรือทุกข์ ล้วนเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหมด
พอสุขก็ดีใจ หลงอยากยึดไว้
พอทุกข์ก็ไม่เห็นค่าดิ้นรนให้พ้น
การไม่อยากมีอยากเอาอะไรนี่แหละ ทั้งสุข ทุกข์ ทำให้สงบลงได้มั่ง
พอท่านรู้สึกกลัว กังวล เฃ่นเรื่องที่เล่าข้างต้น
เช่นกลัวผี
ท่าน มีกระบวนการภายในอย่างไร
เอ่... สำหรับเรื่องเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ที่อยู่ในห้องนี้ไม่รู้สึกกลัวหรือกังวลนะ เพราะอยู่ด้วยกันมานาน
แต่ฉงนมากกว่า...?
เพราะที่ว่าอยู่ด้วยกันมานานนั้น ตอนแรกไม่ได้อยู่ร่วมกันในห้องนี้
ตอนแรกท่านทั้งหลายอยู่บนกุฏิอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเราเองก็ไปพักอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นมาหลายเดือน
ที่ฉงนเพราะว่า ตอนนี้เราย้ายที่พักใหม่ แต่แล้วพอไปเปิดตู้ก็เจอท่านทั้งหลายมาอยู่กับเราอีก แปลกดีเหมือนกัน
ตอนเราอยู่ที่เก่า ท่านก็อยู่ ย้ายมาพักที่นี่ ท่านก็อยู่อีก...!
แต่ถ้าถามเรื่องกระบวนการภายในเรื่องกลัวผีแล้ว เรื่องกระดูกหรืออัฏฐินี่ไม่รู้สึกกลัวนะ เพราะว่า "ชิน"
ความชินนี่แหละเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก
เพราะชินว่าอยู่ใกล้ ๆ แล้วไม่รู้สึกอะไร ไม่กลัว
ความไม่รู้สึกอะไรและไม่กลัวนี้นับได้ว่าเป็น "ความรู้แจ้ง" ประการหนึ่ง
ส่วนเรื่องเมรุนั้น เมื่อก่อนกลัว ไม่อยากเข้าใกล้
แต่เมื่อต้องลงไปเป็นกรรมกรสร้างเมรุ ที่วัน ๆ ก็ไปขลุก ไปนั่ง ไปนอนแถว ๆ นั้น
ตอนนี้ไปไหนก็ต้องไปสอดส่อง ไปดู ไปลูบ ไปคลำ ความกลัวที่เคยมีนั้นก็หายไปเอง
"ชิน" อีกเหมือนกัน
อยู่ใกล้มาก ๆ แล้วไม่มีอะไรก็เลยเฉย ๆ
การที่จะไกลแล้วกลัวนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่
ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้
อยู่ไกลก็เลยไม่รู้ความจริง
เมื่อกล้าที่จะใกล้แล้ว ก็จะรู้ จะเห็น เห็นชัด เห็นจริง เห็นแล้วว่าไม่มีอะไร แล้วก็จะบอกตัวเองว่า จะโง่กลัวไปทำไมไม่เห็นจะมีอะไรเลย
คนเราที่กลัวก็เพราะไม่กล้าที่จะอยู่ใกล้ ๆ
คอยแต่อยู่ห่าง ๆ อยู่ไกล ๆ
ใกล้ก็รู้ ไกลไม่รู้
ใกล้ก็เห็น ไกลไม่เห็น
ผีนี่เหมือนจะอยู่ไกล แต่ที่จริงอยู่แสนไกล
ถ้าเรารู้จักการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว ผีที่แท้นี้อยู่ใกล้ "ภายในตัวเรา..."