ท่านพุทธทาส "เทศนาปราศรัย" อธิบายเหตุอันเป็นที่มาของกาลามสูตร ความว่า "พวกชาวกามาละได้ทูลถามพระองค์ว่า มีเจ้าลัทธิมาสอนลัทธิหลายๆ อย่างต่างกัน จนไม่รู้จะรับถืออย่างไรแล้ว จะทำอย่างไรดี, พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องที่เรียกว่ากาลามสูตร มี 10 หัวข้อด้วยกัน" 
จะขอคัดย่อ "กาลามสูตร 10 ข้อ" ที่ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ มาให้อ่านดังนี้
ข้อที่ 1 อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่าฟังบอกตามๆ กันมา
ข้อที่ 2 อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่าทำตามสืบๆ กันมาอย่างปรัมปรา
ข้อที่ 3 อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน.
ข้อที่ 4 อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่ามีที่อ้างในปิฎก
คำว่าปิฎกในที่นี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่าตำรา. สำหรับพระพุทธศาสนาก็คือบันทึกคำสอนที่เขียนไว้ในใบลาน เอามารวมกันไว้เป็นชุดๆ เรียกว่า ไตรปิฎก.
ข้อที่ 5 อย่ารับถือเอาด้วยการใคร่ครวญตามวิธีที่เรียกตรรกะ, ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า Logic
แม้ว่าคำสอนของผู้ใดถูกต้องตามวิธีใคร่ครวญของ Logic ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่าตรรกะก็ยังผิดได้ ในเมื่อเหตุผลหรือวิธีใช้เหตุผลมันผิด
ข้อที่ 6 อย่ารับถือเอาโดยเหตุว่า มันสมเหตุผลทางนยะ
สิ่งที่เรียกว่านยะในครั้งพุทธกาล ก็คือสิ่งที่เรียกกันในบัดนี้ว่า Philosophy อย่างของฝรั่ง ซึ่งเรามาเรียกกันในภาษาไทยว่า ปรัชญา อันเป็นการเรียกผิดชื่อ เพราะปรัชญามิใช่ Philosophy อันเป็นเพียงทรรศนะหนึ่งๆ ไม่ถึงขีดปรัชญา ; แต่เมื่อเรียกกันแล้วก็เรียกกันไป ขอแต่อย่าเอาวิธีคิดนึกอย่าง Philosophy มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับถือเอาหลักธรรมมาปฏิบัติก็แล้วกัน
ข้อที่ 7 อย่ารับถือเอาด้วยการตรึกตามอาการคือตามความคุ้นเคย ด้วยการคิดตามสบายใจ ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า Common sense
มีคนหลายพวกสมัยนี้ใช้ Common sense, แต่ในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้โดยข้อนี้.
ข้อที่ 8 อย่ารับถือเอาเพราะว่ามันทนได้ต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตนเอง
ตัวเองมีทิฏฐิอย่างไร ถ้าเขามาสอนด้วยคำสอน ชนิดที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของตัวเอง ก็อย่าเพิ่งถือเอาเพราะว่าทิฏฐิของตัวเองมันก็ผิดได้
ข้อที่ 9 อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ คือผู้พูดมีคำพูด มีลักษณะท่าทางที่น่าเชื่อ
ข้อที่ 10 อย่ารับถือเอาเพราะสมณะผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา ข้อนี้เป็นเสรีภาพเหลือประมาณ ไม่มีในศสานาใดๆ
ท่านพุทธทาสย้ำในตอนท้ายว่า "ขอให้จำไว้ว่า คำสอนทั้ง 10 ข้อนี้แหละ เรียกว่าเสรีภาพในการรับถือธรรมะมาเป็นที่พึ่งของตน"
Source : มติชนรายวัน วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11255 โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ดีเหมือนกัน