ปุจฉา...?
ดิฉันก็พอจะรู้นะว่าการมีเพื่อน สังคมบางสังคมเขาว่าเป็นคนดี แต่ดิฉันคิดว่าไม่ดีเลย เพราะขุ่นมัวมีเรื่องต่าง ๆ มากมายเข้ามาให้ได้คิด และเป็นกังวล ดิฉันไม่ปกติ หรือเปล่าคะ ไม่ต้องการคำตอบเท่าใดคะเพราะเกรงใจ
วิสัชนา...
ผิดปกติไหมเหรอ อื่ม... ผิดปกติสิ
คนเราที่ได้เกิดมานี้ผิดปกติกันทุกคน เพราะถ้าใครเป็นปกติ คือ มีจิตเป็นปกติที่เป็นจิตเดิมแท้แล้ว เราก็จะไม่ได้เกิดมาอีกแล้ว
ความผิดปกตินี้เองทำให้เรานั้นต้องเกิดมาพบกับความทุกข์
แต่ความผิดปกตินั้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่จิตของเรา จิตของเราก็เหมือนเดิม ปกติดีอยู่ แต่ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นมาจากเมฆหมอกที่มาบังจิตบังใจ ทำให้เวลาเราทำอะไร ๆ ไม่แจ่มใสเหมือนดั่งเดิม
เพื่อนในสังคมดีไหมเหรอ อื่ม... พูดยากนะ เพราะคนเรานั้น "ถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี" คนเราก็มีเท่านี้เอง
วันนี้ถูกใจเพื่อนก็ดี วันไหนไม่ถูกใจวันนั้นเพื่อนก็ไม่ดี คนเรานั้นจึงต้องยุ่ง "ยุ่งเพราะความคิด" คิดดี คิดไม่ดี ดีก็ถูกใจ ไม่ดีก็ไม่ถูกใจ (อาจจะตอบตรงไปหน่อยนะ)
หากเราจะมีความสุขอยู่ในสังคมนี้ เราต้องก้าวพ้นความถูกใจให้ได้ หรือที่ชอบเรียกกันว่าเป็น "ความถูกต้อง..."
ความถูกต้องนี้คือการถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม
ความเมตตา กรุณาเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ทำให้เรามีจิตใจที่ถูกต้องได้
สิ่งที่ถูกต้องคือ ต้องไม่โกรธ ไม่ขุ่นมัว ไม่ทะเลาะกัน
สิ่งที่ถูกต้องคือ ความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง และมิตรภาพ
ความถูกต้องนี้มีมากกว่าเหตุและผลนะ เหตุผลที่อยู่เหนือกว่าเหตุผลใดคือ "ความเมตตา"...
เมื่อพบเพื่อนที่ไม่ดี ไม่ถูกใจแล้ว หากเรามีธรรมะอยู่ในจิต คือมีความเมตตา กรุณาอยู่ในใจ สงสัยเขา ให้อภัยเขา สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใจเราใส และปราศจากความขุ่นมัวจากเมฆหมอกคือความโกรธและความไม่พอใจได้
การที่เราอยู่ในสังคมนี้ เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนคนทั้งหมดให้เป็นคนดีได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนใจเราให้ดีได้
หากเราปรับเปลี่ยนใจเราให้ดีได้ ทุก ๆ คนก็จะกลายเป็นคนดี คนน่ารักไปหมด
เพราะใจเราดี มีความเมตตา รู้จักการให้อภัย เรื่องขุ่นข้องหมองใจก็จะไม่มี เราจะยิ้มได้กับทุก ๆ คนไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู
ลองยิ้มดูนะ ลองให้มาก ๆ เพื่อฝึกความเมตตา
ยิ้มทั้งวันไม่บ้านะ แต่คนที่หน้าบึ้งทั้งวันนั้นมีโอกาสที่จะบ้าได้...
ฝึกมาก ๆ ให้บ่อย ๆ เราจะมี "เมตตาบารมี" ที่สั่งสมไว้
สั่งสมมาก ๆ จิตใจของเราก็จะผ่องใส เพราะเมฆหมอกที่ปิดบังจิตใจจะหายและคลางจายไปในเร็ววัน...
ขอให้มีจิตใจดีนะ หากมีสิ่งใดสงสัยเพิ่มเติม หรือว่าการตอบคำถามนี้ยังไม่ตรงสิ่งที่ถาม ได้คำตอบยังไม่ครบก็ถามมาได้เลยนะ
การที่ท่านได้ถามถือว่าเป็นโอกาสอย่างยิ่งที่เราได้สร้างบารมี ถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีตัวอักษรที่เขียนมาทั้งหมดนี้
ขอบคุณสำหรับคำถามนะ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริง ๆ ....
อ่านข้อความนี้แล้วดีจริงๆ
แต่ก็ยากเหลือเกิน การอยู่ร่วมกันกับคนที่แตกต่าง
ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยกับกิเลสในตัวเราที่วิ่งวุ่นทั้งวัน
แต่จะเพียรต่อไป สำหรับการรู้เห้นทันตัวเอง
เพราะเราไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกนี้ได้
ไม่ค่อยชอบอยู่กับคนเยอะๆ พออยุ่เหนื่อย
พอปลีกจากโลกอยู่คนเดียว อยู่กับหนังสือ ก็เหงา ก็แปลกแยกเหมือนกัน
จะเอาแต่คนที่เราเลือกไม่กี่คนที่เราพอใจ ก็ยิ่งยึดติด
บางทีก็โดนความเหงาเล่นงาน การกลัวอยู่คนเดียวก็เล่นงาน ได้เหมือนกัน
สวัสดีค่ะ
ถูกต้อง ๆ อยู่กับคนมาก ก็ปวดสมองมาก อยู่กับคนน้อยก็ปวดสมองน้อย
การปวดสมองมากนั้นหากเราพิจารณาให้มาก คิดตามให้มาก ใช้สติให้มาก ปัญญาของเราก็จะพัฒนาได้ไว เพราะมีโจทย์ให้แก้ไขได้มาก
เหมือนเราเองตอนนี้แต่ละวันก็ปวดหัว ปวดสมอง ยิ่งอยู่ ยิ่งเจอแต่ปัญหา
ยิ่งอยู่นานยิ่งเจอปัญหามาก แทนที่อยู่นานจะสบาย อยู่ไป อยู่ไปปัญหาน่าจะน้อย
ปัญหามันไม่น้อยลงก็เพราะเมื่อก่อนเราหนี ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ มีปัญหาก็หนีอยู่เรื่อย ไม่สู้ ไม่ชน ไม่ "ภาวนา..."
วันนี้สู้แหลก ผิดบ้าง ถูกบ้าง (ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยถูก) แต่ทุกครั้งที่สู้นั่นคือ "ความรู้" ซึ่งจะนำไปเป็นบานแห่ง "ปัญญา"
สู้กับมัน สู้กันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง มันไม่ตายเราก็ตาย "เกิดมาก็ต้องตายอยู่แล้ว" เอามันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ดูซิว่ามันจะแน่แค่ไหน
กิเลสมันหลอกเราโง่มามาก แล้วมันจะหลอกให้เรากลัวไม่กล้าสู้อีกรึ
"ยาก" ตอนนี้เรากล้าสู้แล้ว เราไม่หลบเจ้าแล้ว
"ตายเป็นตาย" แต่ก่อนตายก็จะขอชกเจ้าก่อน ไม่ให้เจ้าชกเราฝ่ายเดียวหรอก ดูซิว่ามันจะแน่แค่ไหน เจ้าจะสู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้รึ
ไม่หรอกมั๊ง
ครูบาอาจารย์ท่านก็พิสูจน์ ทำให้เห็นแล้วว่า หากมั่นคง มีศรัทธา เจ้าก็ไม่ครณามือคนที่มีความมั่นคงในธรรมหรอก
เจ้าไม่แน่เท่าไหร่นักหรอก
แต่ที่เมื่อก่อนเราแพ้ ก็เพราะเราไม่แน่เอง ไม่มั่นคง สู้บ้าง ถอยบ้าง สู้ ๆ ถอย ๆ
สู้นะ เป็นไงเป็นกัน...
สู้ เจ้าคะ ! ใฃ่ สุ้