ครั้นเมื่อหน้างานที่เปรียบเสมือนดั่งฉากของละครต้องถึงคราวหยุด ยุติลง ชีวิตนี้ก็ถึงคราวต้องโยกย้ายและ "ภาวนา..."
เมื่อครั้งที่งานเข้าทุก ๆ เช้าเราก็ไปทำงาน ต่อสู้ ภาวนาตามวิถีธรรมชาติ
ทำงานไป ดูแล เอื้ออาทร ดูแลคนงานเหมือนญาติพี่น้องที่มีมิตรไมตรีต่อกันและกัน
เมื่องานเสร็จทุกคนต่างก็แยกย้ายไปตาม "กรรม" ของแต่ละคน
ส่วนชีวิตที่ลิขิตด้วยกรรมในปัจจุบันของเรานั้น ก็ต้องดำเนินต่อไป
วางใจต่องานเดิมให้เป็น "อุเบกขา"
หากตาและใจยังมองเห็นความผิดพลาด ก็ขอให้สิ่งนั้นเป็นประสบการณ์ ดูแล้ว พิจารณาแล้ว สอนตนเองว่าต้องไม่ทำพลาดอย่างนั้นอีก
เมื่อดูแล้ว พิจารณาแล้ว เก็บไว้เป็นปัญญาแล้ว ก็วางสิ่งนั้นลงเสีย
เมื่อวางได้แล้ว ก็จงมองดูสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่เราได้สร้าง ได้ทุ่มเท เสียสละทำไว้ เพื่อเป็นแรงใจที่สร้างแรงกายในการทำดีต่อไปในอนาคต
งานนั้นมันก็มีดีบ้าง เลวบ้าง สำเร็จบ้าง พลาดบ้าง เราจงจำความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน แล้วเดินหน้าตามความดีที่ย่อมมีมากกว่าความชั่ว
เดินตามความดีนั้น ความดีนั้นเป็นพลังที่จะทำให้ชีวิตก้าวเดินได้ต่อไป
เมื่องานนี้เสร็จ งานใหม่ก็ต้องย่อมรออยู่
ตราบใดที่ชีวิตยังมีลมหายใจ ชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไปไม่ถอยหลัง
บ้านหลังสุดท้ายของชีวิตนี้ เป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่มีค่า สิ่งที่ประเสริฐ สิ่งลำเลิศเตือนใจคน และใจตน
ชีวิตนี้ที่มีโอกาสร่วมแรง ลงใจสร้าง ชีวิตนี้ย่อมไม่อ้างว้างด้วย "กรรมดี..."
