วันที่ ๒๘ พ.ย. ๕๑ มีการประชุมคณะกรรมการ CSR ของ SCB ตามปกติ   ดร. วิชิตถามผมว่า ที่กำหนดงบประมาณและแผนงานไว้นั้น   ทำอย่างไรจึงจะได้โครงการดีๆ คนเก่งๆ มาทำงาน   ท่านถามประสบการณ์ที่ผมใช้ในการทำงานที่ สกว. 

 

เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว คืออย่าทำงานเชิงรับ เพราะแทนที่จะได้มิตร กลับได้ศัตรูจำนวนมาก   เพราะการทำงานให้ทุนเชิงรับ หมายถึงประกาศให้ทุนออกไปในวงกว้าง    ก็จะมีคนเสนอโครงการเข้ามามากมาย    ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อ่อน   เราก็ปฏิเสธข้อเสนอส่วนใหญ่    การปฏิเสธนำไปสู่ความไม่พอใจ    บางคนถึงกับตั้งตัวเป็นศัตรู    ดังนั้นวิธีประกาศให้ทุน ซึ่งเป็นแนวทางตั้งรับ นอกจากทำให้เราต้องทำงานมาก ได้ผลน้อย แล้ว    ยังทำให้ได้ศัตรูเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

 

วิธีการที่ดีกว่า ทำงานน้อยกว่า แต่ผลมากกว่าและดีกว่า คือทำงานเชิงรุก    รุกออกไปหาคนที่เหมาะสมมาเป็นภาคีคู่คิด และร่วมกันทำงาน   โดยที่วิธีทำงานเชิงรุกนี้ยังสามารถดึงคนจำนวนมากมาร่วมงานได้ด้วย   ในหลากหลายบทบาท    โดยบทบาทหนึ่งคือมาร่วมประชุมตีความผลการดำเนินโครงการที่เกิดขึ้น    หรือให้ข้อเสนอแนะวิธีทำงานให้เกิดผลดียิ่งขึ้น  

 

การทำงานเชิงรุก ต้องการทักษะคนละชุดกับการทำงานตั้งรับ   นอกจากนั้น ยังใช้ mental model คนละแบบด้วย

 

คุณเปาบอกที่ประชุมว่า  เวลานี้ มูลนิธิสยามกัมมาจล ใช้ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกอยู่แล้ว  

 

ผมกลับมา AAR กับตนเองที่บ้านว่า ผมมีนิสัยทำงานเชิงรุก   ซึ่งก็มีทั้งส่วนดีและไม่ดี   เพราะเคยมีประสบการณ์ว่า บางเรื่องที่มีปัญหา หาวิธีรุกไม่ออก   ใจเย็นๆ รอดูสถานการณ์อยู่ไม่นาน เรื่องมันคลี่คลายตัวเอง    ผมจึงสรุปว่า ในยุทธศาสตร์สงคราม (war strategy) ต้องเน้นยุทธศาสตร์เชิงรุก   แต่ในแต่ละการยุทธ (battle) ต้องพิจารณาว่าจะรุก ยัน หรือถอย ตามสถานการณ์ 

 

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๕๑