วันนี้หลังจากเสร็จสอนตั้งแต่เช้า ประมาณ ๑๑ โมงก็เดินลงมาที่โต๊ะทำงาน ปรากฎว่ามีเอกสารราชการวางอยู่บนโต๊ะ ดูไปดูมาก็ร้องอ๋อ...ทันทีเพราะหน่วยงานที่ส่งมาคือ สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ใจสั่นระรัวกับการเปิดซองเอกสารครับ ถามว่าทำไมหรือครับ ก็เพราะเมื่อเดือนที่แล้วผมได้ยื่นเสนอขอทุนสันบสนุนการวิจัยที่ทางสถาบันเปิดโอกาสให้ยื่นขอทุนสนับสนุนการทำวิจัย โดยให้มา ๘ หัวข้อ ผมก็เลือกหัวข้อที่ ๘ ในการยื่นเสนอขอทุนคือ "สาเหตุที่ทำให้คะแนน O-Net ของนักเรียนต่ำลง เฉลี่ย ๓๐% " โดยเลือกโรงเรียนสุขสวัสดิ์วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนที่ผมไปเป็นวิทยากรติวเอ็นท์มาร่วม ๕ ปีนี้เป็นพื้นที่ศึกษา ก็ปรากฏว่าทาง สทศ. คอมเม้นท์และเสนอแนะมาซึ่งผมก็ยอมรับทุกประเด็นที่เสนอมา เพราะการนำเสนอเชิงหลักการตามระเบียบรอบแรกที่ทุกคนต้องนำเสนอเหมือนกันนั้น อยากจะบอกครับว่า... การยื่นเสนอขอทุนทำโครงการวิจัยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลงมือเขียน หัวข้อวิจัยเชิงหลักการเอง ทั้งๆที่ไม่เคยได้ผ่านงานวิจัยมาเลยอย่างเต็มรูปแบบ แต่อาศัยกับความใฝ่รู้ และตรวจงานวิจัยให้แก่หลายคนที่ขอช่วยให้ตรวจทานภาษา จนเรียนรู้หลากหลายรูปแบบในการทำงานวิจัย ก็อัลฮัมดุลิลละฮฺ ที่ผมมองว่ามันเป็นผลพลอยได้กับการได้ช่วยเหลือคนอื่นครับ
คราวนี้ปัญหามันก็มีอยู่ว่า... ถ้าเลือกที่จะทำงานวิจัยชิ้นนี้ผมก็ต้องหาเวลาทำมันให้เสร็จ ทั้งๆที่ช่วงนี้ก็ยุ่งอยู่กับงานสอนและวิทยานิพนธ์ ก็เลยตัดสินใจโทรถามเพื่อนอาจารย์คณะวิทย์ที่ขอความกรุณามาช่วยทำงานชิ้นนี้ ท่านก็บอกว่าทำเถอะมันเป็นโอกาสแล้วได้ทำงานกับ สทศ. ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามันเป็นโอกาสแม้อาจเป็นงานวิจัยเริ่มต้นชิ้นเล็กๆ งบประมาณไม่มากมายนัก แต่บางครั้งประโยชน์ที่จะก่อเกิดขึ้นกับวงการการศึกษาในพื้นที่น่าจะมีค่ามากกว่าสิ่งต่างๆที่ควรคำนึง ตอนนี้เลยตัดสินใจเดินหน้าต่อครับเพื่อยื่นเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์และเซ็นต์สัญญาต่อไป
ไม่รู้ว่าท่านที่เคยทำงานวิจัยคิดเห็นยังไงกับโอกาสในครั้งนี้ กับเวลาที่มีอยู่ อ๋อ...มันเป็นเพียงงานวิจัยเล็กๆที่ใช้ระยะเวลาในการทำเพียงแค่ ไม่เกิน ๓ เดือนครับ
โอกาส ประสบการณ์ และความท้าทาย หากเป็นท่านจะเลือกสัมผัสมันไหม๊ครับ