การเงินระบบต่างๆ

ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

(Strategic Performance-Based Budgeting  - SPBB)

 

หลักการสำคัญของระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ 

1. การบริหารแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Result – Based Management: RBM) ให้ความสำคัญผลงานมากกว่าทรัพยากรที่ใช้ไป

2. ผู้บริหารมีอิสระมากขึ้นในการบริหารการเงินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผลสำเร็จของงานตามข้อตกลงการทำงาน

3. รัฐหรือประชาชนได้รับผลประโยชน์จากความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐ

 

แนวคิดของระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

1. รัฐบาลสมารถใช้วิธีการและกระบวนการงบประมาณให้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดผลสำเร็จตามนโยบาย และให้เห็นผลที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาล

2. มุ่งเน้นให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยคำนึงถึงความโปร่งใส

3. มอบความคล่องตัวในการจัดทำและบริหารงบประมาณให้กับผู้ปฏิบัติ (Devolution) ในขณะเดียวกันหน่วยปฏิบัติจะต้องแสดงถึงความรับผิดชอบ (Accountobility) จากการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดผลตามยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยผ่านระบบตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและผลทางการเงินที่รวดเร็ว ทันสมัย

 

กระบวนการงบประมาณในระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

ประกอบด้วย 3 ภาค คือ

1. ภาคการจัดทำงบประมาณ

2. ภาคการบริหารงบประมาณ

3. ภาคการติดตามประเมินผล

 

ประโยชน์ของการจัดทำประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

1. เพื่อรักษาวินัยทางการคลังในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย เนื่องจากรัฐบาลจะทราบภาระของบประมาณรายจ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต ภายใต้การดำเนินงานตามนโยบาย/ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการในปัจจุบัน ซึ่งทำให้การดำเนินงานตามนโยบาย/ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการในปัจจุบัน ซึ่งทำให้รัฐบาลเห็นความเป็นไปได้ของการดำเนินงานตามนโยบายต่าง ๆ (Bottom - up MTEF) ภายใต้งบประมาณที่ถูกจำกัดตามกรอบการคลังมหภาคของประเทศ (Top - down MTEF)

2. เพื่อให้รัฐบาลมีกรอบในการวางแผนและตัดสินใจในการกำหนดทางเลือกจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายการคลัง ระยะปานกลาง และเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เช่น รัฐบาลสามารถตัดสินใจเพิ่มหรือลดวงเงิน งบประมาณในแต่ละปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายนโยบายการคลังระยะปานกลาง

3. เพื่อให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดผลผลิต และผลลัพธ์ที่ต้องการให้บรรลุ แต่เนื่องจากผลผลิต และผลลัพธ์หลาย ๆ  ประเภทไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น การจัดทำประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า จะทำให้เห็นความสอดคล้องของงบประมาณที่หน่วยงานจำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินการให้ผลผลิตและผลลัพธ์หลาย ๆ ประเภทไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น การจัดทำประมาณการ รายจ่ายล่วงหน้า จะทำให้เห็นความสอดคล้องของบประมาณที่หน่วยจำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินการให้เกิดผลผลิต และผลลัพธ์ตามเป้าหมายภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดเป้าหมายการให้บริการ (สาธารณะ) และทำให้รัฐบาลสามรถนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญ  เพื่อจัดสรรงบประมาณให้แก่ผลผลิตต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการต่อไป

4. เพื่อเป็นพื้นฐานของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี โดยนำแผนที่กำหนดไว้เดิมมาพิจารณาต่อเนื่อง กล่าวคือ ประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าของปีที่ 1 จะนำมาใช้เป็นฐานในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีต่อไป ซึ่งจะช่วยลดภาระการพิจารณาคำของบประมาณในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหน่วยงาน รัฐมนตรีกำกับดูแล และระดับหน่วยงานกลางในการพิจารณาภาพรวมโดยจะใช้เวลาในการมุ่งพิจารณารายละเอียดเฉพาะคำของบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การทบทวนแผน/ผลการดำเนินงาน และคำของบประมาณตามนโยบายใหม่

5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากส่วนราชการได้มีการวางแผนของตนเองภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ของประเทศ และการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการขอเพิ่มงบประมารที่เกินความจำเป็นในแต่ละปี

                  

การคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม

(Activity Base Costing: ABC)

 

Activity Base Costing เป็นการคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม ซึ่งแต่เดิม ณ. การคิดมูลค่าที่บัญชีแยกประเภทอาจให้ความสนใจน้อยเกี่ยวกับวิธีการเฉลี่ยค่าต้นทุน โดยอาจเป็นการตัดสินมูลค่านั้นๆ จากแผนกบัญชีเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลทำให้ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น ถูกแบ่งเฉลี่ยไปให้แต่ละฝ่ายหรือผลิตภัณฑ์ ไม่ถูกต้องเพียงพอ และในที่สุด ผลรวม ที่บัญชีแยกประเภทอาจจะไม่ตรง ถ้ามองบนพื้นฐานของ ABC ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกอย่างที่ไม่ได้ทำแบบ ABC นั้นผิด

ลักษณะค่าใช้จ่ายของ ABC

สำหรับการจัดสรรค่าใช้จ่ายลงสู่กิจกรรม สามารถแบ่งประเภทของค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ค่าใช้จ่ายที่สามารถกระจายลงสู่กิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง (Direct Charge) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม (หรือผลิตภัณฑ์) โดยตรง สามารถกระจายและจัดสรรลงได้ทันที เช่น ค่าวัตถุดิบ A (ใช้เพื่อผลิต ผลิตภัณฑ์ A เท่านั้น) ย่อมสามารถกระจายสู่ผลิตภัณฑ์ A ได้โดยตรง หรือค่าขนส่งผลิตภัณฑ์ A ก็ย่อมกระจายตรงสู่ผลิตภัณฑ์ A เช่นเดียวกัน

ประเภทที่ 2 ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถกระจายลงสู่กิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง (Indirect Charge) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องอาศัยตัวผลักดันต้นทุน (Driver) ในการจัดสรรลงสู่กิจกรรม (หรือผลิตภัณฑ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายประเภทนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องอาศัยกลไกของ ABC เช่น ค่าแรงงาน เงินเดือนค่าจ้างที่ใช้เพื่อผลิต ผลิตภัณฑ์ A, B, C ย่อมต้องอาศัยตัวผลักดันต้นทุนช่วยในการกระจายค่าใช้จ่ายนี้ลงสู่ผลิตภัณฑ์ A ผลิตภัณฑ์ B และ ผลิตภัณฑ์ C ว่าควรจัดสรรลงแก่แต่ละผลิตภัณฑ์ เป็นจำนวนเท่าใด

ค่าใช้จ่ายประเภทหลังนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในองค์กร และมีแนวโน้มที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การปรับปรุงวิธีการผลิต ความหลากหลายและซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ บทบาทของการใช้แรงงานคนที่ลดลง เป็นต้น และเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าในองค์กรจำนวนไม่น้อยอาศัยวิธีการหารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพื่อกระจายลงไปยังต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยมีแนวโน้มจะถูกบิดเบือนไปโดยไม่รู้ตัว

 

ทราบได้อย่างไรว่าควรใช้ ABC กับองค์กรนี้หรือไม่ 

1.       องค์กรมีการผลิตที่ซับซ้อน มีผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนใช่หรือไม่

2.       ผลิตภัณฑ์มีจำนวน มีความหลากหลาย มีจำนวนการผลิตที่แตกต่างกัน

3.       มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอยู่เสมอ

4.       มีความไม่มั่นใจในต้นทุนหน่วยผลิตที่ใช้อยู่

5.       โครงสร้างค่าใช้จ่ายการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง

6.       ถูกกดดันด้วยภาวการณ์แข่งขันด้านราคา

7.       ต้องการข้อมูลทางการเงินขององค์กรที่สามารถช่วยการตัดสินใจและการพัฒนาองค์กร

แนวคิดและหลักการ 

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

(Medium Term Expenditure Framework: MTEF)

 

คำนิยาม  และลักษณะสำคัญการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

คำนิยาม การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (Medium Term Expenditure Framework: MTEF) หมายถึง การจัดทำกรอบประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะ 3 5 ปี ซึ่งจะแสดงภาพรวมของภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้การดำเนินงานตามนโยบาย / ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการในปัจจุบัน

ระยะเวลาของ MTEF จะประกอบด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีและประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า  โดยหลักสากลทั่วไปจะให้ระยะเวลาของแผนระยะปานกลางประมาณ 3 5 ปี

มีลักษณะเป็น  Rolling Plan ซึ่งจะต้องมีการปรับประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าทุกปี เมื่อเริ่มต้นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีถัดไป เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบาย / ยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐบาล กำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีนั้นๆ สภาพการทางเศรษฐกิจและสังคม ผลการดำเนินงานของส่วนราชการ เป็นต้น

การอนุมัติงบประมาณ  รัฐสภาจะอนุมัติงบประมาณปีเดียวเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ส่วนตัวเลขประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าจะเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็น ภาพของภาระงบประมาณที่เกิดขึ้นจากนโยบายปัจจุบันของรัฐบาล

 

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  และหน่วยงานอื่นภาครัฐทบทวนเป้าหมายผลผลิตและประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าตามนโยบายต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณปีงบประมาณ พ.. 2547ซึ่งมีผลให้ต้องดำเนินการต่อไปในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 และประมาณการเป้าหมายผลผลิต รวมทั้งประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าของผลผลิตที่จะดำเนินการตามนโยบายใหม่ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของประเทศในการวางแผนงบประมาณ และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลในการกำหนดทางเลือกของการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายการคลังระยะปานกลาง และเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

1. เพื่อรักษาวินัยทางการคลังในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย เนื่องจากรัฐบาลจะทราบภาระของงบประมาณรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภายใต้การดำเนินงานตามนโยบาย / ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการในปัจจุบัน ซึ่งทำให้รัฐบาลเห็นความเป็นไปได้ของการดำเนินงานตามนโยบายต่าง ๆ (Bottom-up MTEF) ภายใต้งบประมาณที่ถูกจำกัดตามกรอบการคลังมหภาคของประเทศ (Top-down MTEF)

2. เพื่อให้รัฐบาลมีกรอบในการวางแผนและตัดสินใจในการกำหนดทางเลือกของจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายการคลังระยะปานกลางและเป้าหมายทางเศรษฐกิจเช่น รัฐบาลสามารถตัดสินใจเพิ่มหรือลดวงเงินงบประมาณในแต่ละปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายนโยบายการคลังระยะปานกลาง

3. เพื่อให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดผลผลิต และผลลัพธ์ที่ต้องการให้บรรลุผล แต่เนื่องจากผลผลิต และผลลัพธ์หลาย ๆ ประเภทไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น การัดทำประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า จะทำให้เห็นความสอดคล้องของงบประมาณที่หน่วยงานจำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินการให้เกิดผลผลิต และผลลัพธ์ตามเป้าหมายภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดเป้าหมายการให้บริการ (สาธารณะ) และทำให้รัฐบาลสามารถนำมาใช้ ในการพิจารณาตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญ เพื่อจัดสรรงบประมาณให้แก่ผลผลิตต่างๆ ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการต่อไป

4. เพื่อเป็นพื้นฐานของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี โดยนำแผนที่กำหนดไว้เดิมมาพิจารณาต่อเนื่อง กล่าวคือ ประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าของปีที่ 1 จะนำมาใช้เป็นฐานในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีต่อไป ซึ่งจะช่วยลดภาระการพิจารณาคำของบประมาณในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหน่วยงาน   รัฐมนตรีที่กำกับดูแล และระดับหน่วยงานกลางในการพิจารณาภาพรวม โดยจะใช้เวลาในการมุ่งพิจารณารายละเอียดเฉพาะคำของบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การทบทวนแผน/ผลการดำเนินงาน   และคำของบประมาณตามนโยบายใหม่

5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากส่วนราชการได้มีการวางแผนของตนเองภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ของประเทศ และการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการขอเพิ่มงบประมาณที่เกินความจำเป็นในแต่ละปีได้

ระดับของการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางมี 2 ระดับ ได้แก่

1. กรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับประเทศ (Top-down MTEF)

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับประเทศเป็นการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายของประเทศระยะเวลา 4 ปี ซึ่งพิจารณาจากกรอบเศรษฐกิจ และการคลังมหภาค ดังต่อไปนี้

1.1 ประมาณการภาวะเศรษฐกิจ 4 ปี ประกอบด้วย ข้อมูลการส่งออกสินค้าและบริการ การนำเข้าสินค้าและบริการ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และอัตราเงินเฟ้อ

1.2 ประมาณการรายได้ 4 ปี

1.3 ประมาณการภาระหนี้ 4 ปี

1.4 นโยบายงบประมาณ (สมดุล/ขาดดุล/เกินดุล) 4 ปี

1.5 นโยบายรัฐบาล / แผนพัฒนาเศรษฐกิจ / ทิศทางการจัดสรรงบประมาณ 4 ปี

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางดังกล่าว เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานกลาง 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย

2. กรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับกระทรวง /หน่วยงาน (Bottom-up MTEF)

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในระดับกระทรวง / หน่วยงาน เป็นการจัดทำวงเงินงบประมาณในระดับกระทรวง และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง ระยะเวลา 4 ปี โดยในการดำเนินการจะต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ เป้าหมายการให้บริการ เป้าหมายผลผลิต ผลลัพธ์ และค่าใช้จ่ายผลผลิต เพื่อเป็นกรอบในการประมาณการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

หลักการในการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในระดับกระทรวง /หน่วยงาน

                1. การจัดทำประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า 3 ปี ซึ่งจะแสดงเฉพาะภาพรวมของภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่รัฐบาลกำหนดของปีที่จัดทำงบประมาณ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ งาน/โครงการ และผลผลิตตามนโยบายต่อเนื่อง และงาน/โครงการ และผลผลิตตามนโยบายใหม่ หากกล่าวในเชิงของการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน จะหมายถึง การแสดงเป้าหมายผลผลิต และค่าใช้จ่ายผลผลิตในระยะ 3 ปีล่วงหน้า ภายใต้แผนงาน/งาน/โครงการตามนโยบายที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ในปีงบประมาณนั้น

                2. การวางแผนงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องกันไป (Rolling Plan) ประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าของปีที่ 1 จะนำมาใช้เป็นฐานงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีต่อไป ดังนั้น การประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าของหน่วยงานจะต้องอาศัยหลักการวิเคราะห์ และประมาณการบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในการดำเนินงานด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อจะนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการจัดทำงบประมาณปีต่อ ๆ ไป

            3. ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในปีถัดไปหรือปีที่ 2 อาจจะต้องมีการทบทวนปรับตัวเลขประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า (Rolling Plan) โดยประเด็นการทบทวนหลัก ๆ ได้แก่

                            3.1 ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนระดับราคาที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ จะต้องใช้ตัวเลขที่หน่วยงานกลาง เช่น สำนักงบประมาณประกาศใช้

                                3.2 ยุทธศาสตร์หรือนโยบายใหม่ของรัฐบาล

                                3.3 ผลการดำเนินงาน และรายงานการเงินของส่วนราชการ

มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์
Economic Value Added: EVA

EVA ชื่อย่อของ Economic Value Added เรียกเป็นไทยว่ามูลค่าเพิ่มทาง