ธปท.ระบุเศรษฐกิจเจอศึกสองด้านผู้บริโภคและนักลงทุนไม่เชื่อมั่นส่งผลนโยบายการเงินการคลังไร้ประสิทธิภาพ รับต้องใช้ยาแรงในการแก้ปัญหา แนะรัฐใช้นโยบายเจาะจงลงกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องเลิกได้เมื่อถึงเวลาดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง "อสังหาฯ ยุควิกฤติซ้อนวิกฤติ" จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา ว่าปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวที่ไทยเผชิญอยู่ ขณะนี้เป็นวิกฤติการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 อย่างไรก็ตาม การที่วิกฤติการเมืองภายในประเทศเกิดขึ้นพร้อมกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุน "ภาวะที่เกิดขึ้นทำให้การดำเนินนโยบายของทางการทั้งนโยบายการเงินและนโยบาย
การคลังไม่มีประสิทธิภาพมากเหมือนปกติ ดังนั้นการดำเนินนโยบายจึงต้องใช้นโยบายที่แรงขึ้น หรือใช้นโยบายหลายอย่างรวมกันเพื่อแก้ปัญหา" ดร.อัจนา กล่าว
ทั้งนี้นโยบายที่รัฐบาลควรดำเนินการจะเป็นนโยบายที่มุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากภาวะศรษฐกิจเพื่อช่วยดูแลให้ตรงกับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยนโยบายดังกล่าวต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระด้านการคลังในระยะยาว เพราะหากนโยบายที่นำมาใช้ต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองในการยกเลิกมากก็ไม่ควรจะทำไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นเหมือนกรณีของการลดภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเคยลดจาก 10% เหลือ 7% ก่อนหน้านี้ และจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าพอที่จะกลับไปเก็บภาษีในอัตรา 10% ตามที่ควรจะเป็น “ในที่สุดเราหนีภาวะที่เผชิญอยู่ไม่ได้ แต่ทางการต้องพร้อมคิดนอกกรอบและทำอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ลงลึกไปมากกว่าที่ควรจะเป็น การสร้างความเชื่อมั่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดต้องทำให้คนเชื่อว่าทางการมีการแก้ไขเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามไล่แก้แต่ปัญหาการเมือง” รองผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันคือ เป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรฟอร์มทีมเศรษฐกิจให้เร็ว เร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ รถไฟฟ้า และต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งเหมือนสมัยที่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ส่วนม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ก็มีความเหมาะสมที่จะดำรงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งให้ความเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์ปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวยอดตัวเลขสร้างเสร็จในกทม./ปริมณฑลอยู่ที่ 4-5 หมื่นหน่วย ลดลงจากปีนี้ไม่น้อยกว่า 20% ทางออกเก็บเงินสด รักษาสภาพคล่อง หันพัฒนาองค์กรให้เข็มแข็ง
คม ชัด ลึก กรุงเทพธุรกิจ เดลินิวส์ 17 ธันวาคม 2551